POLITICS

ภาคีนักกฎหมายฯ จ่อร้องศาลแพ่ง เรียก สตช.ไต่สวนเหตุสลายชุมนุม ‘หยุดเอเปค’

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จ่อร้องศาลแพ่ง เรียก สตช.ไต่สวนเหตุสลายการชุมนุมราษฎรหยุดเอเปค มองเป็นเหตุรุนแรงซ้ำซาก

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ส่งเอกสารข่าวแจ้งว่า วันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00 น.จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้ศาลเรียกตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาไต่สวนกรณี คฝ.ใช้ความกำลังสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงจนประชาชนจำนวนมากรวมทั้งสื่อมวลชนได้รับบาดเจ็บ และบาดเจ็บร้ายแรงจำนวนหลายราย โดยจะยื่นคำร้องต่อศาลในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ พ.3683/2564 ระหว่างนายธนาพล เกิ่งไพบูลย์ กับพวกรวม 2 คน เป็นโจทก์ฟ้อง สตช. เรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 ซึ่งศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ว่า “ให้จำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมและสลายการชุมนุมโดยคำนึงความปลอดภัยของโจทก์ทั้งสองและสื่อมวลชนภายใต้หลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานของสื่อมวลชน”

แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คฝ.ยังคงใช้กำลังสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของสื่อมวลชนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่การชุมนุม ซึ่งถือเป็นการละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล

ทั้งนี้นับแต่ปี 2563 คฝ.ใช้กำลังสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงและการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย หากพิจารณาจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนยาง นับแต่การชุมนุมในช่วงปี 2563-ปัจจุบัน มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากกระสุนยาง เท่าที่มีข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, iLaw และ Mob Data Thailand มากกว่า 65 ราย และเป็นการเล็งยิงกระสุนยางไปบริเวณศีรษะมากถึง 25 ราย

พบกรณีเด็กอายุ 13 ปี มีแผลที่กลางหน้าผาก และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุนยางอย่างน้อย 5 ราย อยู่ในอาการอัมพาต 1 ราย มีเยาวชนบาดจากกระสุนยางอย่างน้อย 5 รายที่ถูกกระสุนยางยิงช่วงศีรษะ และมีผู้ที่สูญเสียการมองเห็นจากการใช้กระสุนยางจากการปฏิบัติหน้าที่ของ คฝ. จำนวน 3 ราย ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาแต่ไม่สูญเสียการมองเห็นมากกว่า 5 ราย

แต่กลับไม่ปรากฏข้อมูลว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ คฝ.ที่ก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวได้ถูกสอบสวน ถูกตรวจสอบหรือดำเนินการทางวินัยใด ๆ แม้คดีนี้จะมีการฟ้องศาลเพื่อขอให้ศาลใช้อำนาจตุลาการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ คฝ. ตรวจสอบการควบคุมดูแลสั่งการของผู้บังคับบัญชา และนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ปัญหาการใช้ความรุนแรงของ คฝ.ต่อประชาชนและสื่อมวลชนไม่ได้ถูกปรับปรุงแก้ไข ยังมีพฤติกรรมกระทำความผิดซ้ำซาก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้งผู้ชุมนุม สื่อมวลชน และผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง ปราศจากการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของ คฝ.อย่างจริงจัง

ทั้งจากผู้บังคับบัญชาและจากนโยบาย ภายหลังการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ คฝ.ปรากฏว่ามีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ออกมาแถลงหรือให้ข้อมูลต่อสาธารณะว่า มีความจำเป็นต้องใช้กำลัง และสื่อมวลชนต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวโทษสื่อมวลชนว่าไม่อยู่ในพื้นที่ที่จัดไว้ให้ ไม่เคยแสดงการขอโทษหรือแถลงมาตรการในการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับประชาชนและสื่อมวลชน โดยเฉพาะข้อมูลการดำเนินการสอบสวนทางวินัยกับ คฝ.ที่ใช้กำลังทำร้ายประชาชน หรือข้อมูลคำสั่งให้ คฝ.ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะได้รับการอบรมสั่งสอนให้ควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้ก่อน ข้อมูลเหล่านี้ ไม่เคยถูกแถลงให้ปรากฏต่อสาธารณชนจากผู้มีอำนาจบังคับบัญชาแต่อย่างใด

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน หวังว่าการยื่นคำร้องครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยในการปรับปรุงพฤติกรรมการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและใช้อำนาจตามอำเภอใจของทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. และผู้บังคับบัญชาที่มีพฤติกรรมสนับสนุนให้ท้ายการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง จนก่อให้เกิดพฤติกรรมกร่างและใช้ความรุนแรงในการปฏิบัติหน้าที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชน และหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดมา

Related Posts

Send this to a friend