POLITICS

‘กิตติพงษ์’ ซัดงบกลาโหมไร้วิสัยทัศน์ จี้ ทบทวน หลังตัดงบเรือฟริเกตลำที่ 2

‘กิตติพงษ์’ ซัดงบกลาโหมไร้วิสัยทัศน์ จี้ ทบทวนงบกลาโหม หลังตัดงบเรือฟริเกตลำที่ 2 – ถามสถานะเรือดำน้ำปริศนา ชี้ไทยต้องเลิกเป็นแค่ผู้ซื้ออาวุธ ดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ Middle Power

วันนี้ (1 ก.ค. 69) นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ถึงงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลจะเอางบประมาณจากปีที่แล้วมาปัดฝุ่นแล้วเปลี่ยนเพียงชื่อปีงบประมาณ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีอินเทอร์เน็ตใช้” คือนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งไม่มีคำว่า “ความมั่นคง” แม้แต่คำเดียว ฟังผ่าน ๆ นึกว่านโยบายหาเสียงของ อบต.

สำหรับโครงการเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นงบผูกพันตั้งแต่ปี 60 มูลค่าโครงการ 15,000 ล้านบาท แต่สถานะโครงการเป็นเรื่องลึกลับไม่รู้ว่าบริษัทคู่สัญญาอยากทำโครงการต่อหรือไม่ ตามสัญญาไทยจะได้รับมอบเรือดำน้ำในวันที่ 16 ม.ค. 72 ทำให้กลายเป็นประเทศที่ 2 ใช้เครื่องยนต์สัญชาติจีนในเรือดำน้ำต่อประเทศจากปากีสถาน แม้โครงการนี้จะชำระเงินไปแล้ว 63% ของมูลค่าโครงการ แต่ความคืบหน้าโครงการเป็นปริศนา

โครงการเรือดำน้ำเป็นอุปสรรคสำคัญของกองทัพเรือในการพัฒนาขีดความสามารถ เนื่องด้วยงบผูกพันและเพดานหนี้ที่จำกัดการใช้งบประมาณของกองทัพเรือรวมกันเกินกว่าหนึ่งทศวรรษ กองทัพเรือจะใช้จ่ายงบประมาณทำให้ไทยเป็นประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ได้ดีกว่านี้ หากไม่ติดข้อจำกัดในโครงการดังกล่าว

โครงการเรือดำน้ำ ไม่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของประเทศ ในอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้มีการลงนามแก้ไขสัญญาแล้ว และหากกองทัพเรือมีแนวคิดเรื่องการรบใต้น้ำ ในอนาคตด้านการใช้ยานใต้น้ำไร้คนขับร่วมกับกองเรือไร้คนขับ จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ปัจจุบันเอกชนไทยสามารถผลิตยานใต้น้ำไร้คนขับที่ใช้งานได้จริง เพื่อตรวจสอบซ่อมแซมท่อปิโตรเลียมที่ใช้งานภายใต้ท้องทะเล แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ มีของดีในมือแต่ไม่รู้จักใช้เป็นประโยชน์ เอาเงินภาษีไปซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งที่คนไทยสามารถผลิตเทคโนโลยีแบบเดียวกันได้แล้ว

นาวาโทกิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า ยานใต้น้ำไร้คนขับ กลายเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญไม่ต่างจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยควรคว้าเอาไว้ พร้อมกับการหาความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจระดับกลางไม่ยาก เพราะเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ก็มีความสนใจในเรื่องนี้

นอกจากนี้โครงการเรือฟริเกตของกองทัพเรือ มูลค่า 17,500 ล้านบาท เป็นงบผูกพันตั้งแต่ปี 69–74 แต่กลับไม่ถูกตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลในการจัดหา แต่มองว่าเป็นไปเพื่อทดแทนเรือที่กำลังจะปลดประจำการและเรือที่อับปางลง โดยโครงการดังกล่าวมีการจัดสรรไปกับ Offset เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคเอกชนในการต่อเรือรบ ซ่อมบำรุง ระบบการผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับการรบ

สำหรับงบปี 70 มีค่าใช้จ่ายรวมกัน 4,000 ล้านบาท หากจัดหาเรือฟริเกตครั้งละลำจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดหาลำที่สองสูงขึ้น 5-10% คาดการณ์ว่าการจัดทำ Offset พร้อมกัน 2 ลำ จะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าแบบลำเดียวถึง 50% ของมูลค่าโครงการ ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการจัดหาอะไหล่และซ่อมบำรุงเรือตลอดอายุการใช้งานที่สามารถลดลงได้อย่างมหาศาล หากมีการจัดหาพร้อมกันสองลำ ตลอดอายุการใช้งานของเรือฟริเกต 30-35 ปี ค่าใช้จ่ายจะรวมกัน 300-350% ของมูลค่าเรือ

ตามแนวทางที่กองทัพเรือนำเสนอต่อรัฐบาล ควรมีการวางแผนระยะยาวต่อเรือ 8 ลำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณให้ประเทศ วางแผนการใช้จ่ายงบประมาณ in ระยะยาว และการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับประเทศมหาอำนาจระดับกลาง ที่ต้องการวิสัยทัศน์มากกว่าการใช้งบประมาณแบบปีต่อปี จากอดีตกองทัพเรือไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน แต่ด้วยอัตราจำนวนเรือปลดมากกว่าเรือเพิ่ม หากรัฐบาลยังขาดวิสัยทัศน์อีกไม่นานเพื่อนบ้านเราอย่างเมียนมา กัมพูชา อาจแซงหน้ากองทัพเรือไทย

“ในสถานการณ์ความมั่นคงเช่นนี้รัฐบาลยังกล้าตัดเรือฟริเกตลำที่สองที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ นี่หรือคือรัฐบาลที่เคยบอกว่าตนเองรักชาติกว่าพรรคอื่นในช่วงหาเสียง ผมและพี่น้องทหารเรือไม่อยากจะเชื่อ”

นาวาโทกิตติพงษ์ กล่าวถึงโครงการอากาศยานไร้คนขับ พบว่าในปีงบ 69 กองทัพบกมีการจัดทำโครงการดังกล่าว 4 รายการ มูลค่า 208 ล้านบาท กองทัพอากาศ 1 รายการ มูลค่า 100 ล้านบาท กองทัพเรือมี 5 รายการ มูลค่า 23.1 ล้านบาท ขณะที่ปี 70 ยังไม่มีรายละเอียดว่ากองทัพจะใช้งบกับโครงการอากาศยานไร้คนขับอย่างไรบ้าง โดยสิ่งที่น่ากังวลอย่างมากการจัดหาแบบต่างคนต่างซื้อต่างคนต่างทำ มี 3 ประการ ได้แก่

1.จะขาดความเป็นเอกภาพในการใช้งาน ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและซ่อมบำรุง ทุกวันนี้กองทัพยังไม่มีระบบการใช้โดรนอย่างเป็นระบบ แม้แต่การฝึกอบรมก็ไม่มีงบเฉพาะ

2.เกิดปัญหาในการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโดรนด้วยกัน เช่น การส่งรูปถ่ายไปให้โดรนอีกลำโจมตี หรือการส่งข้อมูลให้หน่วยงานอื่นหรือยุทโธปกรณ์อื่น ทำให้ไม่ได้ใช้งานโดรนอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ขาดทิศทางในการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ

นาวาโทกิตติพงษ์ ระบุว่า จากหลายสมรภูมิทั่วโลกพบว่าโดรนเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศอย่างเดียวจะทำให้ไทยเสียเปรียบ เพราะไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของตนเอง ทั้งที่ปัจจุบันเอกชนไทยหลายเจ้าสามารถผลิตโดรนได้ สงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่เฉพาะที่ว่าใครมีอาวุธยุทโธปกรณ์ดีที่สุด แต่วัดกันที่การผลิตปรับปรุงและทดแทนได้เร็วที่สุด ดังนั้นการใช้งบประมาณจัดหาโดรนจึงจำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์การจัดหา

ไทยสามารถใช้ความร่วมมือกับมิตรประเทศที่มีประสบการณ์การใช้งานโดรนโดยตรง หรือภายใต้กรอบความร่วมมือ ADMM เพื่อขยายตลาดและสร้างอธิปไตยในเทคโนโลยีป้องกันประเทศในเวลาเดียวกัน พรรคประชาชนไม่ได้พิจารณาแค่ความคุ้มค่าและโปร่งใส แต่นำเสนอวิสัยทัศน์ที่จะใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศด้วย Offset Policy และการซ่อมบำรุงรวมศูนย์สร้างความร่วมมือเฉพาะด้านระหว่างประเทศมหาอำนาจระดับกลางในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ทุกบาทของกระทรวงกลาโหมสามารถสร้างความมั่นคงของชาติและอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ นโยบายลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่ม แต่ที่ต้องเพิ่มคือวิสัยทัศน์ของรัฐบาล

นาวาโทกิตติพงษ์ ทิ้งท้ายว่าไทยสามารถใช้ข้อได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่มีความพร้อมทางด้านห่วงโซ่อุปทาน เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างจีน อินเดีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมกับประชากรโลกครึ่งหนึ่ง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เรามีเอกชนที่มีความพร้อมด้านการผลิตเพื่อใช้ในประเทศและได้รับการยอมรับจนสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ รัฐต้องสนับสนุนเอกชนเหล่านี้ผ่านโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงกลาโหม เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตหรือส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานยุทโธปกรณ์โลก

“ถ้างบประมาณกระทรวงกลาโหมซื้อได้แค่อาวุธ ไทยจะเป็นเพียงผู้บริโภคความมั่นคง แต่ถ้างบกระทรวงกลาโหมสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการส่งออกได้ ไทยจะเป็น Middle Power ที่เข้มแข็ง”

Related Posts

Send this to a friend