จาก ‘เมาท์เทน บี’ สู่ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’
จาก ‘เมาท์เทน บี’ สู่ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ กับความล้มเหลวในการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย
ทุกครั้งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง สังคมไทยมักจะได้ยินวาทกรรม “การถอดบทเรียน” จากหน่วยงานภาครัฐ ทว่าบทเรียนเหล่านั้นถูกถอดแล้วนำมาใช้จริงหรือ … อย่างน้อยใน 1 ทศวรรษที่ผ่านมา โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดซ้ำ แม้จะมีการ “ถอดบทเรียน” มาแล้วก็ตาม
ข้อมูลจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร พบว่าอัคคีภัยเป็นสาธารณภัยที่เกิดขึ้นมากเป็นอันดับสอง โดยมีสถิติการเกิดในรอบทศวรรษรวมกว่า 8,362 ครั้ง ในขณะที่ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทั่วประเทศ ก็บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

หากดูเฉพาะเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงและร้านอาหาร โศกนาฏกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างน่าตกใจนี้เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ที่ร้าน “เมาท์เทน บี” (Mountain B) จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2565 ที่แม้จะถูก “ถอดบทเรียน” อย่างจริงจังกันมาแล้ว โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้น เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรไฟลุกลามจากฝ้าเพดานไปยังโฟมซับเสียง และลามไปอย่างรวดเร็ว มีผู้เสียชีวิต 26 ราย บาดเจ็บ 42 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ติดอยู่บริเวณปากทางเข้าออก และทางหนีไฟที่ถูกปิดไม่สามารถใช้งานได้
เมื่อทางรอดกลายเป็นทางตัน
กลางดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 23.57 น. ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในร้านอาหาร “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสถานีสุทธิสารจะเดินทางถึงที่เกิดเหตุในเวลา 00.02 น. (ไม่ถึง 5 นาทีหลังเกิดเหตุ) และสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในวงจำกัดเมื่อเวลา 00.26 น. แต่ในช่วงเวลาเกิดเหตุไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนั้น ก็ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วล่าสุดถึง 27 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.ค. 2569 เวลา 14.00 น.) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 63 ราย โดยในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 22 ราย ซึ่งหนึ่งในผู้สูญเสียคือ น.ส. วาทินี หรือ “บรีส” นักร้องนำวงทศกัณฐ์ที่กำลังทำการแสดงในคืนนั้น

คำให้การของผู้รอดชีวิตระบุว่า เพียงไม่กี่วินาทีหลังเห็นควันลอยจากหลังคา ก็เกิดการปะทุและเปลวไฟพุ่งทะลักออกมาอย่างรุนแรงจนไม่สามารถฝ่ากลับเข้าไปช่วยเพื่อนที่ติดอยู่ภายในได้ สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการสูดดมควันพิษและขาดอากาศหายใจ โดยร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากถูกพบกองทับถมกันอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำและช่องทางหนีไฟที่ถูกปิดกั้น
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบความปลอดภัยเขตจตุจักร เข้าไปตรวจสอบความปลอดภัยเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน ป้ายบอกทาง ซึ่งไม่พบปัญหาแต่อย่างใด แต่ระหว่างเปิดร้านอาจมีการนำสิ่งของไปตั้งวาง โดยสาเหตุหลักที่เป็นอุปสรรคในการหนีไฟ คือไฟลามอย่างรวดเร็ว และทางหนีไฟมีสิ่งกีดขวาง เบื้องต้นพบผู้หมดสติจำนวนหลายคนที่บริเวณทางหนีไฟ ที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ ทั้งโต๊ะขายลูกอม และกล่องเครื่องดื่ม อีกทั้งไม่พบป้ายทางหนีไฟที่อาจถูกเพลิงไหม้ไปแล้ว
โฟมซับเสียง มัจจุราชเงียบ ลามไฟรวดเร็ว
เมื่อสถานบันเทิงอยู่ในเขตชุมชน ไม่ได้อยู่ในโซนนิ่ง การป้องกันเสียงรบกวนเพื่อไม่ให้ชาวบ้านร้องเรียนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด โดยผู้ประกอบการมักเลือกใช้โฟมซับเสียง ไม่ว่าจะเป็น โฟมชนิดโพลียูรีเทน (Polyurethane) แบบเซลล์เปิด หรือโพลีสไตรีน (Polystyrene) ขึ้นรูปเป็นปุ่มคล้ายแผงไข่ ซึ่งมีราคาไม่สูงมากนัก แต่เป็นมัจจุราชเงียบที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ติดไฟ และลุกลามได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีขีดจำกัดในการทนความร้อนได้เพียงประมาณ 200 กว่าองศาเซลเซียส

เพราะมีพื้นที่สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศสูงมาก เมื่อได้รับความร้อน เปลวไฟจึงสามารถเกาะพื้นผิวและลุกลามไปตามแผ่นโฟมได้อย่างรวดเร็วกว่าวัสดุทึบทั่วไป นอกจากนั้นเมื่อโฟมหลอมละลาย จะปล่อยควันพิษ ที่ออกฤทธิ์รวดเร็วและรุนแรงต่อระบบของร่างกายมนุษย์ ทำให้หมดสติและเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยที่เปลวไฟยังไม่ทันลุกลามมาถึงตัวเสียด้วยซ้ำ
ในด้านมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกฎหมาย การนำวัสดุกลุ่มนี้มาใช้นั้นขัดต่อกฎกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการก่อสร้างโรงมหรสพอย่างชัดเจน ซึ่งกฎหมายระบุบังคับว่าสถานประกอบการต้องเลือกใช้แผ่นซับเสียงหรืออุปกรณ์ที่สามารถทนไฟและทนความร้อนได้สูงเกิน 750 องศาเซลเซียส แม้ว่าวัสดุที่ทนไฟตามมาตรฐานเหล่านี้จะมีราคาที่สูงกว่าโฟมทั่วไป แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการ
ใบอนุญาตผิดประเภท การควบคุมที่ไม่ดีพอ
ตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจในการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่ออนุญาตให้ตั้งสถานบริการได้ สำหรับกรุงเทพมหานคร มีการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฯ พ.ศ. 2545 ซึ่งจำกัดพื้นที่ที่สามารถเปิดสถานบริการแบบเต็มรูปแบบไว้เพียง 3 โซนหลัก ได้แก่:
- ย่านพัฒน์พงศ์ (ถนนสุรวงศ์ สีลม พระรามที่ 4)
- ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่-มักกะสัน
- ย่านถนนรัชดาภิเษก

ข้อจำกัดนี้ส่งผลให้สถานบันเทิงที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่ 3 โซนนี้ ไม่สามารถจดทะเบียนเป็น “สถานบริการ” ตามกฎหมายได้ ผู้ประกอบการจึงมักเลี่ยงไปจดทะเบียนเป็น “ร้านอาหาร” หรือ “สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ” แทน
การจดทะเบียนผิดประเภทนี้ ทำให้สถานประกอบการหลุดพ้นจากข้อบังคับด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้วัสดุทนไฟ การติดตั้งระบบสปริงเกอร์ เครื่องตรวจจับควัน และการมีทางหนีไฟที่ได้มาตรฐานตามขนาดความจุกำลังคน
ถึงเวลาหรือยังที่จะบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ
โศกนาฏกรรมที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนของการเพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้าง ความตายของ 27 ชีวิตคือราคาที่ต้องจ่ายจากการที่ภาครัฐปล่อยให้มี “ร้านอาหารกึ่งผับ” ดำเนินการนอกโซนนิ่งโดยปราศจากการตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่เข้มงวด
การดำเนินคดีอาญาฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถหยุดยั้งวงจรนี้ได้

หากระบบการกำกับดูแลของรัฐยังไม่ถูกปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน และผู้ประกอบการยังคงแสวงหากำไรโดยมักง่าย บทเรียนจากเมาท์เทน บี สู่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ก็จะเป็นเพียงอีกหนึ่งคดีในหน้าประวัติศาสตร์ และสังคมไทยก็คงต้องเตรียมรับมือกับโศกนาฏกรรมครั้งต่อไปที่รอวันปะทุขึ้นในอนาคตอันใกล้













