มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่แฉ ทหารว้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินประชิดแดนไทย
มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่แฉ ทหารว้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินประชิดแดนไทย-ห่างจาก อ.แม่ฟ้าหลวง 19 กม. เผย ขนกันทั้งวัน-คืน-ปล่อยมลพิษ-สารโลหะหนักมากันครบ หวั่นซ้ำเติมสถานการณ์เปื้อนแม่น้ำข้ามแดนหนัก-
มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 กรณี “โครงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในเมืองสาด รัฐฉาน จะทำให้การปนเปื้อนในแม่น้ำกกเลวร้ายมากขึ้น”โดยระบุว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ทางตอนใต้ของเมืองสาด ทางตะวันออกของรัฐฉาน ห่างจากชายแดนไทยทางอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ประมาณ 19 กิโลเมตร กำลังจะทำให้การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกกเลวร้ายมากขึ้น
โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นของกองทัพว้า (United WaState Army – UWSA) เริ่มเดินเครื่องในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยตั้งอยู่ห่างจากเมืองสาดไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร ตรงข้ามกับแม่น้ำกกที่บ้านฮุง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการแห่งแรกของศูนย์บัญชาการภาคใต้ของกองทัพว้า (UWSA) ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้เริ่มจ่ายไฟฟ้าให้กับฐานทัพต่างๆ โรงเรียนฝึกทหาร โรงผลิตอาวุธและโรงงานยาพาราในบ้านฮุง
แถลงการณ์ระบุว่า แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้เผยแพร่เป็นครั้งแรกโดยรัฐบาลทหารพม่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 โดยมีเจ้าหน้าที่ตัวแทนรัฐบาลพม่า ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมโครงการ และมีการระบุชื่อผู้พัฒนาโครงการว่าเป็น บริษัท วานฮุง เนเชอรัล เอนเนอร์จี จำกัด (Wan Hong Natural Energy Co. Ltd.,) โรงไฟฟ้ามีกำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ โดยจะมีการจ่ายไฟไปที่เมืองท่าขี้เหล็กผ่านบ้านฮุง
“คนในพื้นที่บอกว่า มีการใช้คนงาน 150 คนเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนงานพม่า โดยมีช่างเทคนิคเป็นชาวจีนที่คอยกำกับดูแลการก่อสร้าง ถ่านหินสำหรับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ทำการขุดและขนส่งมาจากเหมืองแบบเปิดแห่งใหม่ ที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าบ้านฮุงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 35 กิโลเมตร ตั้งอยู่ใกล้บริเวณเทือกเขาทางทิศตะวันออกของบ้านนาป่าก๋าว ตำบลแม่แกน ของอำเภอเมืองโต๋น รัฐฉาน ตรงข้ามกับอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ของไทย”แถลงการณ์ระบุคำสัมภาษณ์ชาวบ้าน
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่า รถบรรทุก 10 ล้อขนาดใหญ่เร่งขนส่งถ่านหินทั้งวันทั้งคืน ไปยังโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแกน ด้านใต้ของเหมืองรายงานว่า เริ่มมีอาการคันด้วยผื่นแดงจากการใช้น้ำ และสัตว์น้ำก็เริ่มตายลง น้ำแกนไหลลงสู่แม่น้ำหาง ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสาขาไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน ความกังวลในเบื้องต้นเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ คือการปล่อยสารพิษจากการเผาถ่านหิน ซึ่งประกอบด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นละออง (รวมถึงโลหะหนัก) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชน รวมทั้งทำให้เกิดฝนกรดที่เป็นภัยคุกคามต่อการพืชผลในรัศมี 80 กิโลเมตร
แถลงการณ์ระบุว่า ชาวบ้านในบ้านฮุงกล่าวว่า พวกเขาได้กลิ่นควันถ่านหินจากโรงไฟฟ้า เวลาที่ออกไปนอกบ้าน อย่างไรก็ดี ผลกระทบอีกอย่างหนึ่งที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต คือน้ำเสียที่ไหลออกมาจากกองแร่ถ่านหินและขี้เถ้า จากการเผาถ่านหิน ซึ่งถูกจัดเก็บไว้ใกล้กับโรงไฟฟ้า และน้ำเหล่านี้จะไหลลงสู่แม่น้ำกก เศษขี้เถ้าประกอบด้วยสารพิษที่เป็นโลหะหนัก รวมทั้งสารปรอท ตะกั่ว และสารหนู
ทั้งนี้จากภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ตอนเหนือของโรงไฟฟ้าที่อยู่ติดกับแม่น้ำกก ดูเหมือนจะถูกใช้เป็นพื้นที่จัดเก็บถ่านหิน ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงไฟฟ้า ยืนยันข้อมูลจากในพื้นที่ว่าเป็นโรงไฟฟ้าแบบลูกผสมที่ใช้ทั้งเชื้อเพลิงถ่านหินและแสงอาทิตย์
นอกจากโรงไฟฟ้าใหม่ที่บ้านฮุงแล้ว ยังคงมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่อีกโรงเดียวที่ยังคงเดินเครื่องอยู่ในพม่า คือโรงไฟฟ้าดิจิต ในอำเภอปางลอง ทางตอนใต้ของรัฐฉาน เป็นกิจการของบริษัท อู๋ซี ฮวากวง อิเล็กทริก พาวเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (Wuxi Huaguang Electricity Power Engineering Co. Ltd.,) จากประเทศจีน โรงไฟฟ้าดิจิตตั้งอยู่ติดกับเหมืองถ่านหินแบบเปิดขนาดใหญ่ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 และมีกำลังผลิตไฟฟ้า 120 เมกะวัตต์
แถลงการณ์ได้อ้างรายงานจากองค์กรเยาวชนปะโอระบุว่า ในปี 2554 เปิดเผยข้อมูลมลพิษทางอากาศและทางน้ำจากเหมืองแร่และโรงไฟฟ้าดิจิต ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อการเกษตรและสุขภาพของชาวบ้านเกือบ 12,000 คนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 8 กิโลเมตรรอบเหมือง และชาวบ้านในพื้นที่ 50% ได้รับผลกระทบจากอาการผื่นแดงที่ผิวหนัง
รายงานขององค์กรเยาวชนปะโอยังเผยให้เห็นว่ามีฝุ่นขี้เถ้าพิษ 100-150 ตัน ที่เป็นผลพลอยได้ทุกวันจากการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินดิจิต และน้ำเสียที่ไหลลงสู่ลำธารบาลู และไหลอีกทอดหนึ่งไปลงทะเลสาบ
แต่เดิมนั้น บ้านฮุงมีประชากรประกอบด้วยชาวไทใหญ่ประมาณ 200 ครัวเรือน แต่ในช่วงระหว่างปี 2542-2554 หลังมีการตั้งศูนย์บัญชาการภาคใต้ของกองทัพว้าโดยเหว่ย เซียะ กัง ส่งผลให้มีการบังคับให้ชาวบ้านว้าประมาณ 24,000 คน อพยพจากทางภาคเหนือของว้า ที่ติดกับประเทศจีน มาอาศัยอยู่ที่ บ้านฮุงและพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้โครงสร้างของประชากรในบริเวณนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังมีการบังคับให้ชาวบ้านว้ากว่า 126,000 คนจากตอนเหนือ อพยพโยกย้ายมาอยู่ในพื้นที่เมืองโต๋น เมืองสาด และท่าขี้เหล็ก ทางตอนใต้ของรัฐฉานที่ติดกับพรมแดนทางภาคเหนือของประเทศไทย
แถลงการณ์ระบุว่า ก่อนหน้านี้กองทัพว้า เคยมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐฉาน แต่ก็ต้องล้มเลิกไปเพราะชุมชนซึ่งอยู่ในพรมแดนฝั่งประเทศไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับมลพิษข้ามพรมแดนที่จะเกิดขึ้น โดยในปี 2543 บริษัทหงปังของกองทัพว้าได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลทหารพม่าเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 12 เมกะวัตต์ ทางตอนเหนือของเมืองท่าขี้เหล็ก อย่างไรก็ดี ผลจากการต่อต้านของประชาชนในอำเภอแม่สายของฝั่งไทย ซึ่งได้พากันยืนคัดค้านขวางรถบรรทุกที่กำลังขนส่งอุปกรณ์การก่อสร้าง (ซึ่งมาจากประเทศจีน) ที่กำลังขนส่งไปจากประเทศไทยไปยังฝั่งพม่า ในเดือนเมษายน 2544 ทำให้ต้องยกเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้านั้นไป












