หนุน สปสช. ดัน ‘โมเดลสุขภาพใหม่’ รื้อระบบสุขภาพคนกรุง แก้ปมใบส่งตัว-งบประมาณไม่เพียงพอ
สภาผู้บริโภค ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กรุงเทพนมหานคร จัดเวทีการทำความเข้าใจเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร สร้างความเข้าใจต่อรูปแบบการจัดบริการสุขภาพโมเดลใหม่
นายสมชาย กระจ่างแสง อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ติดตามปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของคน กทม. พบว่าประชาชนไม่ได้รับบริการที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น ต้องจัดบริการรูปแบบใหม่ที่มีโรงพยาบาลเป็นแม่ข่ายรับงบประมาณมาดูแลคลินิกลูกข่ายเพื่อตัดวงจรปัญหาการส่งต่อ
อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ยังไม่สามารถดำเนินงานตามโมเดลสุขภาพใหม่ได้ เนื่องจากยังมีจำนวนของโรงพยาบาลที่ไม่เพียงพอ และอาจต้องเพิ่มโรงพยาบาลแม่ข่าย หรือดึงโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพเดิมเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเสริมศักยภาพ
ทั้งนี้ ปัญหาใบส่งตัวใน กทม. ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปี ปัญหายังคงวนเวียนอยู่ที่การผูกสิทธิไว้กับคลินิกเอกชนที่ไกลบ้าน และมีแรงกดดันเรื่องต้นทุนกำไร ขณะที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของรัฐมีข้อจำกัดด้านบุคลากรทำให้รองรับผู้ป่วยได้เพียง 20% เปรียบเสมือนโดมิโนที่เริ่มล้มตั้งแต่ปี 2563 จากการยกเลิกสัญญาคลินิกทุจริต จนถึงนโยบายที่ทำให้งบประมาณบานปลาย ต้องกลับไปใช้ระบบคลินิกถือเงินอีกครั้งในปี 2567 จนปัญหาใบส่งตัวกลับมาหนักหน่วง
“เรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจการสั่งการของผู้ว่าฯ กทม. ในการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักอนามัยและศูนย์บริการสาธารณสุขให้เข้ามาสอดรับกับโมเดลนี้อย่างเต็มตัว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ สปสช. จะนำกลับไปปรับปรุงโมเดลให้สมบูรณ์” นายสมชาย กล่าว
คณะอนุกรรมการฯ มีแผนติดตามการพัฒนาโมเดลนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นช่วงระหว่างการทดลอง ก่อนจะเริ่มดำเนินการจริงในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งในระยะสั้นสภาผู้บริโภคเตรียมนำนโยบายเหล่านี้เสนอต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคต่าง ๆ รวมถึงผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ เพื่อทำเป็นข้อเสนอการปฏิรูประบบสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ในรูปแบบโมเดลใหม่ที่เป็นธรรมและยั่งยืน
พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผอ.สปสช.เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า New Model 2026 อยู่ระหว่างการพัฒนาผ่านแนวคิดการจัดโซนบริการสุขภาพตามศักยภาพพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายแม่ข่าย-ลูกข่าย ภายใต้หลัก “1 คลินิก 2 โรงพยาบาล” ในแต่ละเขตบริการ
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือการปรับระบบงบประมาณจากเดิมที่ให้คลินิกชุมชนอบอุ่นเป็นผู้ถือครองงบประมาณ จนอาจเกิดแรงจูงใจในการกักผู้ป่วยเพื่อลดต้นทุนมาเป็นระบบงบประมาณร่วมในระดับเครือข่าย เพื่อให้โรงพยาบาลแม่ข่ายทำหน้าที่บริหารงบประมาณและกระจายทรัพยากรไปยังคลินิกลูกข่ายอย่างทั่วถึง ลดความขัดแย้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการส่งต่อผู้ป่วย
สำหรับโรงพยาบาล 3 แห่งที่พร้อมเริ่มดำเนินตามโมเดลสุขภาพใหม่ ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และโรงพยาบาลเอกชนอีก 1 แห่ง ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานียังเตรียมชักชวนโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ และโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ เข้าร่วมเครือข่ายเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันเรื่องการส่งต่อผู้ป่วยผ่านระบบดิจิทัล (E-Referral) เพื่อยกเลิกการใช้ใบส่งตัวแบบกระดาษ ลดภาระการเดินเรื่องเอกสารซ้ำซ้อน
ด้าน นางธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า โมเดล 1 คลินิก 2 โรงพยาบาล จะช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยที่กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งเดียว หวังว่าจะออกแบบโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอนาน












