POLITICS

บทสรุป ‘คดีหุ้นไอทีวี’ กับขบวนการฟื้นคืนชีพไอทีวี ในเส้นทางการเมืองของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’

บทสรุป ‘คดีหุ้นไอทีวี’ กับขบวนการฟื้นคืนชีพไอทีวี ในเส้นทางการเมืองของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ‘ไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อ-พิธา ยังเป็น สส.’ ปิดตำนาน ‘ไอทีวี’

“สรุปได้ว่า ไอทีวี ไม่มีสิทธิในการประกอบกิจการสื่อโทรทัศน์ ตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 หลัง สปน.บอกเลิกสัญญา แต่ยังคงสถานะนิติบุคคลไว้ เพื่อดำเนินคดีในศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น และไม่ปรากฏว่า ไอทีวี มีรายได้จากกิจการสื่อมวลชน แต่มีรายได้การตอบแทนเงินลงทุนและดอกเบี้ยรับ และนายคิม บอกว่าถ้าชนะคดี จะพิจารณาอีกครั้งระหว่างผู้ถือหุ้นว่า จะดำเนินกิจการหรือไม่ และไม่ปรากฏหลักฐานว่า ไอทีวี ได้ทำกิจการ และไม่เป็นผู้ได้รับอนุญาตใดๆ ในวันที่นายพิธา สมัคร สส. ไอทีวี จึงมิได้ประกอบกิจการสื่อ สมาชิกภาพของ นายพิธา ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ”

คำวินิจฉัยเสียงข้างมาก 8:1 เสียง มีความเห็นว่า ไอทีวี ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อนับตั้งแต่ 7 มี.ค.2550 เป็นการยืนยันชัดเจนว่า ไอทีวี ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้ ตามที่มีผู้ร้องกล่าวอ้าง และนำมาซึ่งการตรวจสอบนายพิธา ยื่นคำร้องต่อ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง ส่งผลให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ที่กำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ไม่สามารถโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีได้

‘ขบวนการฟื้นคืนชีพ’ ไอทีวี ที่นายพิธา กล่าวถึงหลังผลการเลือกตั้ง และมีการยื่นเรื่องนี้ เพื่อหวังผลทางการเมือง จึงกลายเป็นข้อเท็จจริงแห่งการสืบค้น และตั้งคำถามว่า ‘ไอทีวี’ ยังประกอบกิจการสื่อจริงหรือไม่

การออกมาโพสต์ข้อความเปิดประเด็นของอดีตผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองหนึ่ง เรื่องหุ้นไอทีวี ก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 เพียง 2 วันก่อนการประชุม และนำมาซึ่งเอกสารบันทึกการประชุม

ที่ระบุคำถามของนายภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ผู้ถือหุ้น ถามว่า ‘ไอทีวียังประกอบกิจการสื่อหรือไม่’

และในเอกสาร นายคิม สิริทวีชัย ประธานที่ประชุมตอบว่า ‘ปัจจุบันบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ’

ซึ่งแตกต่างจากคลิปวีดีโอบันทึกการประชุมที่สื่อนำมาเผยแพร่ นายคิม ได้พูดว่า ‘ยังไม่มีการดำเนินใดๆ รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อน’

ความแตกต่างนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ศาลรัฐธรรนูญ นำคำให้การของนายคิม สิริทวีชัย ประธานบริษัท ไอทีวี มาวินิจฉัย โดยนายคิม ยอมรับว่า ที่ตอบไปนั้น ไม่ใช่การยืนยันว่าบริษัทดำเนินกิจการสื่อ แต่หากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าบริษัทไอทีวี ชนะคดี จะพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ ซึ่งศาลเห็นว่า ในท้ายที่สุด แม้ ไอทีวี จะชนะคดี ก็ไม่ได้มีผลทำให้ไอทีวี ได้รับมอบคลื่นความถี่กลับมาดำเนินกิจการโทรทัศน์ได้อีก เพราะ หลัง สปน.ยกเลิกสัญญา ตั้งแต่ปี 2550 ไม่มีคลื่นความถี่โทรทัศน์ให้ไอทีวีดำเนินการแล้ว

และประเด็นการเปลี่ยนข้อมูลวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า ประกอบกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นกิจการสื่อข่าวสาร แต่เมื่อแบบ สบช.3 ประกอบงบการเงินตั้งแต่ปี 2560-2565 แจ้งสอดคล้องกันว่า ตั้งแต่ สปน.บอกเลิกสัญญาในปี 2550 ไม่มีรายได้จากการประกอบกิจการสื่อ

และศาลรัฐธรรมนูญยังอ้างถึงหลักฐานจากสำนักงานประกันสังคมที่ไม่พบการส่งเงินประกันสังคมให้พนักงานไอทีวี เพราะพนักงานไอทีวี ถูกเลิกจ้างไปแล้ว และหลัง 7 มีนาคม 2550 ไม่มีพนักงานไอทีวี

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุชัดว่า ไอทีวี ไม่ได้ดำเนินกิจการสื่อมา 17 ปีแล้ว และแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า ในวันที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 นายพิธา ถือหุ้นไอทีวี ในลำดับที่ 7,061 จำนวน 42,000 หุ้น แม้นายพิธาจะทำการโอนหุ้นแบ่งปันทรัพย์ให้น้องชายไปแล้ว แต่ยังมีข้อพิรุธหลายประการ

และแม้การถือหุ้นเพียง 0.00346 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยมากไม่มีอำนาจในการครอบงำกิจการของไอทีวีได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดการถือหุ้นว่าต้องเท่าใด การถือหุ้นแม้เพียงหุ้นเดียวจึงเข้าข่ายการห้ามสส.ถือหุ้นสื่อตามมาตรา 98

24 มกราคม 2567 จึงเป็นวันปิดตำนาน ‘ไอทีวี’ สื่อเสรี ที่ก่อตั้งขึ้นภายหลังเจตนารมณ์การต่อสู้ของประชาชน ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ก่อกำเนิดสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 แต่ภายหลังนายทักษิณ ชินวัตร เข้าเป็นนายกรัฐมนตรี และบริษัทชินคอร์ปอร์เรชั่น ธุรกิจในครอบครัวชินวัตร เข้าถือหุ้นบริษัทไอทีวี และต่อมาเกิดข้อพิพาทกับ สปน. จนนำมาซึ่งการบอกเลิกสัญญากับบริษัทไอทีวี เมื่อ 7 มีนาคม 2550

ผ่านมา 17 ปี ไอทีวี ถูกปลุกผี นำมาฟ้องร้องนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จนเกิดจุดเปลี่ยนทางการเมือง และกลายเป็นจุดจบของขบวนการฟื้นคืนชีพไอทีวี ปิดตำนานไอทีวี อย่างแท้จริง

Related Posts

Send this to a friend