POLITICS

ผู้เสียหายเหตุสลายม็อบเอเปค แจง กมธ.พัฒนาการเมือง มองการคุมฝูงชนบกพร่อง-เกินกว่าเหตุ-ไม่เป็นสากล

ราษฎร-สื่อมวลชน ผู้เสียหายเหตุสลายม็อบเอเปค เข้าแจง กมธ.พัฒนาการเมือง มองการคุมฝูงชนบกพร่อง-เกินกว่าเหตุ-ไม่เป็นสากล รอผู้รับผิดชอบมาชี้แจงรอบหน้า

วันนี้ (24 พ.ย. 65) มีการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โดยมีวาระพิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชนผู้ชุมนุม ต่อกรณีการสลายการชุมนุม ‘ราษฎรหยุดเอเปค 2022’ ณ ถนนดินสอ เขตพระนคร เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 65

สำหรับผู้ชี้แจงในวาระดังกล่าว ประกอบด้วย นายสมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนระดับชาติ (กป.อพช.) นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และ นายพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ บรรณาธิการอาวุโส The Matter

นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ก่อนการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พ.ย. นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าหารืออย่างไม่เป็นทางการ เกี่ยวกับรูปแบบและเส้นทางการชุมนุม เพื่อต่อรองขอให้ไม่มีการเคลื่อนตัวกลุ่มผู้ชุมนุมไปจุดอื่น ผู้ชุมนุมจึงเสนอไปถึงด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน ซึ่งได้รับการตอบรับมาว่าหากเป็นจุดนั้นน่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ในวันที่ 18 พ.ย. 65 กลับมีการสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการอีกครั้งระหว่างพักรับประทานอาหาร โดยผู้ชุมนุมขอว่าหากไปต่อไม่ได้ก็จะอยู่ตรงนี้ไปก่อน เพื่อที่จะแถลงยุติกิจกรรมในช่วงเวลา 16:00 น. แต่กลับมีการสลายการชุมนุม ซึ่งหากมีการพูดคุยกันภายในฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะไม่เกิดเหตุการณ์นั้นเลย

“ทุกอย่างเหมือนกับว่า ทีมหนึ่งที่พูดคุยเจรจากันก็ไปทางหนึ่ง ขณะที่ทีมควบคุมฝูงชนก็ไปอีกทางหนึ่ง ความเป็นเอกภาพในการควบคุมฝูงชนรอบนี้มีปัญหามาก” นายสมบูรณ์ กล่าว

นายบารมี ยืนยันว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 65 เป็นการชุมนุมโดยชอบ มีการแจ้งการชุมนุมไปตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 65 แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีคำสั่งไม่อนุญาตแต่อย่างใด ในวันดังกล่าว กลุ่มผู้ชุมนุมจึงเคลื่อนออกจากลานคนเมืองที่เป็นพื้นที่ที่ได้รับการอนุญาต ตามที่ประกาศว่าจะไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

แต่การสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้สัดส่วน ตามกฎหมายแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไปร้องต่อศาลเพื่อมีคำสั่งให้สลายการชุมนุม ไม่ใช่เมื่อถึงเวลาก็สามารถนำกำลังเข้ามาทำร้ายได้เลย จึงเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการฯ ให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดทั้งหมด และขอให้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำ

แม้สมัชชาคนจนชุมนุมมาตั้งแต่ปี 2539 หลายครั้งอาจมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถูกทำร้ายด้วยกระบองและแก๊สน้ำตา แต่ครั้งนี้เพิ่งเคยเจอการถูกยิงด้วยกระสุนยาง ซึ่งไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องใช้กำลังรุนแรงขนาดนั้น เห็นได้ว่ามีการสับเปลี่ยนกำลังตำรวจ โดยนำกลุ่มคนที่มีผ้าพันคอสีเขียวเข้ามาสลายการชุมนุม ซึ่งพวกเขามีลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกที่ต่างจาก คฝ. กลุ่มอื่นๆ

นางสาวภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หนึ่งในผู้ชุมนุม ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ในวันดังกล่าวมีความพยายามในการสบายการชุมนุมถึง 3 ครั้ง ครั้งที่หนึ่ง มีการดันไปมาระหว่างเจ้าหน้าที่ คฝ. กับผู้ชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ใช้กระบองฟาดผู้ชุมนุม ครั้งที่สอง เมื่อมีผู้ชุมนุมใช้ท่อนไม้ตีเข้าไป เจ้าหน้าที่ คฝ. ใช้ปืนยิงกระสุนยางออกมา ครั้งที่สาม มีการตั้งเตาอั้งโล่ เผาพริกเผาเกลือ เจ้าหน้าที่จึงนำโฟมดับไฟ จนมีมวลชนอิสระสาดพริกเกลือที่เผานั้นกลับไปหาเจ้าหน้าที่จนเกิดเหตุชุลมุน

“ปืนที่ยิงกระสุนยาง คือปืนลูกซองที่ยิงกระสุนปกติ แต่เปลี่ยนกระสุนเป็นหัวยาง ซึ่งความรุนแรงของปืนดังกล่าว หากจะยิง ควรจะยิงส่วนล่าง ตามหลักสากลไม่ควรยิงขึ้นมาจากเอวจนเสี่ยงโดนเส้นประสาทหรือส่วนกะโหลก อย่างที่พี่พายุโดนเข้าเบ้าตา ลูกตาแหลกละเอียด” นางสาวภัสราวลี กล่าว

นางสาวภัสราวลี ตั้งคำถามถึงกระบวนการสลายการชุมนุมดังกล่าวว่าข้ามขั้นตอนหรือไม่ เพราะเจ้าหน้าที่ใช้กระบอง โล่ แล้วกระสุนยางทันที จึงไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนรถยนต์ขยายเสียง มีประสิทธิภาพในการควบคุมเจ้าหน้าที่ คฝ. หน้างานได้เพียงใด

“เขาสนุก แล้วเขาใช้คำพูดยั่วยุพี่น้องประชาชนหลายครั้ง เขากระทืบไปแล้วเขาก็สะใจไป ส่วนตรงนี้ ต้องการให้ตรวจสอบอย่างชัดเจนเลยว่า นี่ใช่พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ คฝ. ที่ถูกฝึกควบคุมฝูงชนมาหรือไม่ ? นอกจากจะมีการเตะกระทืบแล้ว ยังมีพี่คนหนึ่งในสมัชชาคนจนถูกเตะให้ล้มแล้วยิงกระสุนยางซ้ำบริเวณท้องจนช้ำไปข้างหนึ่งเลย” นางสาวภัสราวลี กล่าว

นอกจากนี้ นายพงศ์พิพัฒน์ ในฐานะผู้แทนสื่อมวลชน ได้ตอบคำถาม นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการฯ ถึงมาตรฐานการทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัยว่า สื่อยังต้องทำงานในพื้นที่ได้โดยปลอดภัย แต่ในหลายครั้งเจ้าหน้าที่มักเจรจาให้ถอยไปหลังแนวในระยะไกล ซึ่งปลอดภัยแต่ทำหน้าที่สื่อไม่ได้เลย จึงมีการเจรจาเมื่อปี 2564 ว่าสื่อจะอยู่พื้นที่ปลอดภัยระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติต่อมา ก็ไม่มีช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการในพื้นที่แต่อย่างใด

นายพงศ์พิพัฒน์ จึงเน้นย้ำข้อเรียกร้อง 4 ข้อตามที่ยื่นคำร้องเมื่อช่วงเช้า ได้แก่

  1. ขอให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์วันดังกล่าวว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) จึงสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้ประชาชนรวมถึงสื่อมวลชนได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจขัดกับคำสั่งของศาลแพ่งในคดีกระสุนยาง และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้
  2. ขอให้คณะกรรมาธิการฯ เรียกผู้เกี่ยวข้อง อันประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และผู้บัญชาการเหตุการณ์ในวันดังกล่าว มาชี้แจงถึงรายละเอียดปฏิบัติการในวันที่ 18 พ.ย. 65 และวิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยในอนาคต
  3. ขอให้คณะกรรมาธิการฯ เรียกเอกสารที่มีข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุมในวันที่ 18 พ.ย. 65 ทั้งจำนวนกำลังพล นโยบายในการควบคุมและสลายการชุมนุม เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ จำนวนกระสุนยางที่เบิกมา-ใช้ไป และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  4. ขอให้คณะกรรมาธิการฯ เรียกเอกสารที่มีข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือตรวจสอบความรับผิดชอบทางวินัยต่อข้าราชการตำรวจที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมซึ่งทำให้ประชาชนหรือสื่อมวลชนได้รับบาดเจ็บของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงเหตุการณ์วันที่ 18 พ.ย. 65 รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น ประธานในที่ประชุมคือ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. พิษณุโลก พรรคก้าวไกล รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่สอง ได้จัดให้มีการหารือนอกรอบเพื่อรวบรวมหลักฐาน และเตรียมเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงในโอกาสต่อไป

Related Posts

Send this to a friend