คพ. เผยผลตรวจสารหนูในตะกอนดินแม่น้ำโขงยังสูงเกินมาตรฐานหลายเท่า
คพ. เผยผลตรวจสารหนูในตะกอนดินแม่น้ำโขงยังสูงเกินมาตรฐานหลายเท่า เป็นอันตรายกับสัตว์หน้าดินรุนแรง ด้านนักวิจัยตรวจพบตะกั่วเกินเกณฑ์ในข้าวเหนียว-มะเขือยาว-มะเขือเปาะ
วันนี้ (16 มิ.ย. 69) สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ ที่ 1 จ.เชียงใหม่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานผลการตรวจคุณภาพตะกอนดินในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ครั้งที่ 11 ซึ่งเก็บตัวอย่างน้ำวันที่ 18–23 พฤษภาคม 2569
สำหรับแม่น้ำกก พบสารหนูเกินมาตรฐานตะกอนดินระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน 3 จุดตรวจวัด ประกอบด้วย บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกก บริเวณฝายแม่น้ำกก และสะพานโยนกนาคนคร ซึ่งมีปริมาณสารหนู 11-16 มก./กก.(ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 10 มก./กก.) นอกจากนี้ พบสารหนูเกินมาตรฐานตะกอนดินระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง 1 จุดตรวจวัด คือ บริเวณสะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 มีค่า 38 มก./กก ขณะเดียวกัน ยังพบสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานด้วย
แม่น้ำสาย พบสารหนูเกินมาตรฐานระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน 2 จุดตรวจวัด 14-26 มก./กก. คือ บริเวณบ้านหัวฝาย และบ้านป่าซางงาม อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจตั้งแต่ครั้งที่ 3 พบค่าสารหนูในตะกอนดินแม่น้ำสายสูงเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่อง และยังพบนิเกิล ทองแดง และโครเมียม เกินค่ามาตรฐานด้วย
แม่น้ำรวก พบค่าสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงที่บริเวณปากแม่น้ำรวกซึ่งไหลลงแม่น้ำโขง (สบรวก) ต.เวียง อ.เชียงแสน มีค่าอยู่ที่ 41 มก./กก. ขณะที่ผลตรวจครั้งที่ 10 พบว่าค่าสารหนูสูงถึง 296 มก./กก. ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงมากกับสัตว์หน้าดิน
แม่น้ำโขง พบค่าสารหนูเกินมาตรฐานตะกอนดินระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงทั้ง 4 จุดตรวจวัดคือบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน, ต.เวียง อ.เชียงแสน, บ้านสบกก อ.เชียงแสน และบ้านหัวเวียง อ.เชียงของ มีค่า 41-111 มก./กก. ซึ่งจุดที่พบสารหนูสูงสุดคือบ้านสบกกพบสารหนู 111 มก./กก. เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินรุนแรง
อย่างไรก็ตาม วานนี้ (15 มิ.ย. 69) คพ. เผยแพร่ผลตรวจคุณภาพน้ำของแม่น้ำทั้ง 4 สาย พบว่าแม่น้ำโขงมีสารโลหะหนักไม่เกินมาตรฐาน เช่นเดียวกับผลตรวจครั้งที่ 18 เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่าน ซึ่งผลตรวจตะกอนดินแม่น้ำโขงทุกครั้งพบว่ามีสารพิษปนเปื้อนมาโดยตลอด ขณะที่นักวิจัยให้ความเชื่อถือกับการตรวจตะกอนดินมากกว่า เนื่องจากเป็นการสะสมสารพิษที่ไหลมาสะสม ส่วนสารพิษในน้ำเป็นไปตามช่วงจังหวะของกระแสน้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา
ด้าน น.ส.สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภายโดยชุมชน (CHIA Platform) กล่าวว่า เราตรวจพบค่าการปนเปื้อนที่แตกต่างกันระหว่างสารหนูในน้ำ และในตะกอนดิน เนื่องจากสารหนูสามารถอยู่ได้ทั้งในโครงสร้างทางเคมีที่ละลายน้ำได้ และของแข็งที่เกาะติดกับอนุภาคหรือดินตะกอน โดยโครงสร้างทางเคมีของสารหนูจะแปรผันตามสภาพแวดล้อมเคมี
ทั้งนี้ สารหนูมีคุณสมบัติชอบเกาะติดทางเคมีกับอนุภาคของแข็งสูงมาก โดยเฉพาะการจับตัวกับสารประกอบเหล็กออกไซด์ หรืออินทรียวัตถุที่นอนก้นอยู่ใต้ท้องน้ำ ซึ่งจะทำให้น้ำดูใสขึ้นเพราะสารหนูย้ายไปสะสมอยู่ในดินตะกอน แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลากหรือกระแสน้ำพัดรุนแรง ดินตะกอนเหล่านี้จะฟุ้งกระจายขึ้นมา ทำให้สารหนูที่เกาะอยู่หลุดมาเป็นฟอร์มละลายน้ำปนเปื้อนในน้ำอีกครั้ง
ส่วนโลหะหนักตัวอื่น เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม มีคุณลักษณะพื้นฐานคล้ายกับสารหนู มีการสลับสถานะระหว่างการละลายน้ำและการเกาะติดกับตะกอนดิน แต่ต่างกันเรื่องประจุเคมี และกลไกการยึดเกาะ โดยเฉพาะปรอทจะถูกแบคทีเรียใต้เลนตะกอนเปลี่ยนโครงสร้างเป็นสารปรอทอินทรีย์ละลายในไขมันได้ดี ทำให้สะสมในห่วงโซ่อาหาร เช่น เนื้อปลา รวดเร็วและรุนแรงกว่าโลหะหนักชนิดอื่น
น.ส.สมพร กล่าวว่า ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ตะกอนดิน ดิน และผลผลิตทางการเกษตร ที่สถาบัน CHIA ทำงานวิจัยพบว่าตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำโขง กก รวก งาว และประปาหมู่บ้าน 13 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ แต่ผลการตรวจวัดตะกอนดิน 11 จุด พบสารหนูเกินเกณฑ์เฝ้าระวัง 10 จุด และเกินเกณฑ์ระดับความเสี่ยงสูง 4 จุด ได้แก่ หาดไคร้ อ.เชียงของ, จุดบรรจบแม่น้ำโขง–รวก อ.เชียงแสน, บริเวณแม่น้ำโขงฝั่งลาว–พม่า และแพปลาบ้านปากอิงใต้ อ.เชียงของ
สำหรับตัวอย่างดินและผลผลิตทางการเกษตร พบสารหนูในดินแปลงเกษตรเกินมาตรฐานใน 2 จุด ได้แก่ บ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น และหาดไคร้ อ.เชียงของ โดยพบตะกั่วเกินเกณฑ์ในข้าวเหนียวที่ปลูกในแปลงริมโขง อ.เวียงแก่น ที่ 26.5 เท่า (ข้าวเปลือก) และ 10.4 เท่า (ข้าวขาว) อีกทั้งยังพบตะกั่วเกินเกณฑ์ในมะเขือยาวและมะเขือเปราะจากพื้นที่เดียวกัน
นอกจากนี้ ผลการตรวจวิเคราะห์การสะสมโลหะหนักในตัวอย่างสัตว์น้ำ 23 ตัวอย่าง พบปรอทในทุกตัวอย่าง และพบการสะสมโลหะหนักทั้ง 4 ชนิด (สารหนู แคดเมียม ตะกั่ว และปรอท) ในตัวอย่างกุ้งฝอย ซึ่งเป็นตัวอย่างเดียวที่ตรวจพบแคดเมียมสูงอย่างชัดเจน
น.ส.สมพร ย้ำว่า การเฝ้าระวังความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไม่ควรดูเฉพาะค่าการตรวจวัดน้ำเพียงอย่างเดียว ต้องดูค่าการปนเปื้อนในตะกอนดินร่วมด้วย เพราะน้ำพัดพาตะกอนไปสะสมที่จุดต่าง ๆ ในแม่น้ำ ทำให้เกิดเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษกระจายอยู่ในตะกอนท้องน้ำและริมตลิ่ง ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสู่การปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ต่อไป













