POLITICS

กมธ. ทหาร จี้กองทัพเรือขุดซากปืนพิสูจน์คดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์

กมธ. ทหาร จี้กองทัพเรือขุดซากปืนพิสูจน์คดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์ สันนิษฐานปืนก่อเหตุอาจมาจากหลายชิ้นส่วนประกอบกัน เสนอทำเตาเผาหลอมอาวุธ สกัดปืนหลวงโผล่ตลาดมืด

วันนี้ (18 มิ.ย. 69) ในการประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร ที่มี นายเอกราช อุดมอำนวย สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เป็นประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษากรณีการตรวจพบอาวุธปืนผิดกฎหมายที่อาจมีความเชื่อมโยงถึงกองทัพเรือ จากเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ

นาวาโท สถาพร บุรารักษ์ หัวหน้าแผนกคลังสรรพาวุธ กองคลังสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารเรือ เปิดเผยว่า อาวุธปืนขึ้นบัญชีไว้ตั้งแต่ปี 2532 จ่ายให้กับหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ (สอ.รฝ.) จากนั้นในปี 2537 ได้จ่ายให้กับหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) จำนวน 1,463 กระบอก ซึ่ง นย. ได้นำมาส่งคืนให้กับกรมสรรพาวุธในปี 2563 จำนวน 298 กระบอก ซึ่งพบว่าซ่อมทำไม่ได้ 41 กระบอก จึงได้ขออนุมัติจำหน่ายอาวุธออก ก่อนจะมีการทำลายจำหน่ายด้วยวิธีแปรสภาพทำลายอาวุธปืน ในวันที่ 8 ก.ย. 2564 และฝังกลบอาวุธระหว่างวันที่ 15-17 ก.ย. 2564

สำหรับขั้นตอนการทำลายอาวุธปืนอิงตามมาตรฐานของคณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (JUSMAGTHAI) ซึ่งตัดแบ่งออกเป็น 7 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ปลอกลดแสง ศูนย์หน้า ตัวกระบอกปืน ส่วนของรังเพลิง ส่วนของตัวพื้นที่มีหมายเลขกำกับ ส่วนชุดเครื่องลั่นไกยิง และส่วนพานท้ายกับเครื่องรับแรงถอย ก่อนที่จะนำไปฝังกลบในพื้นที่เขตหวงห้ามเด็ดขาดของกองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ ในการทำลายถูกตัดเป็น 7 ส่วน โดยใช้เครื่องไฮดรอลิกอัดทำให้ปืนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่มีโอกาสที่จะกลับไปประกอบรูปเป็นกระบอก หากหลุดออกไปก็ไม่มีสภาพเป็นกระบอกปืนแล้ว ยืนยันว่าไม่สามารถแยกจำหน่ายเป็นชิ้นส่วนได้ ถ้าจะขายเป็นเศษเหล็กก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีทางนำออกไปจากพื้นที่ของกรมสรรพาวุธได้

ศ. ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ จึงถามว่าปืนที่ถูกทำลายไม่ได้ทำลายจริงใช่หรือไม่ และในกระบวนการทำลายมีการถ่ายภาพวิดีโอเก็บไว้หรือไม่ หากกองทัพเรือสรุปว่าไม่ได้มีการทำลายจริงตามที่ได้รายงานไว้ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้าง

เรือโทหญิง ลักษิกา ศรีตังนันท์ นายทหารรัฐธรรมนูญแผนกรัฐธรรมนูญ กองบังคับการกรมสรรพาวุธทหารเรือ ยืนยันว่าปืนหมายเลข 8122935 ที่เป็นประเด็นอยู่ได้ถูกทำลายแล้วเมื่อปี 2564 ซึ่งกรมสรรพาวุธได้มีขั้นตอนทำลาย มีภาพถ่ายทั้งหมดโดยเฉพาะการฝังทำลายในเขตพื้นที่หวงห้ามของกรมสรรพาวุธ ส่วนในทางคดีความได้ส่งหลักฐานให้กับตำรวจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายราเชน ตระกูลเวียง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ กล่าวว่าขั้นตอนการถูกทำลายปืนรับฟังเชื่อถือได้ แต่ประเด็นปืนดังกล่ายังถูกนำมาใช้ยิง แปลว่าไม่ได้ถูกทำลายจริงใช่หรือไม่ ศ. ดร. พวงทอง จึงถามต่อว่าเห็นหรือไม่ว่าปืนกระบอกดังกล่าวถูกทำลาย

นาวาโท สถาพร ตอบว่าเรามีเอกสารยืนยันทั้งหมดในการทำลาย และได้ให้หลักฐานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว การตัดปืนจะมีการตัด 7 ส่วนสำคัญ หมายเลขจะถูกตัดออกไปด้วย ด้านนาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ จึงสอบถามว่ากองทัพเรือได้มีการจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ของอาวุธปืน เพื่อดูว่ากระสุนที่ออกจากปืนกระบอกนั้น เป็นปืนกระบอกเดียวกับของกองทัพเรือหรือไม่

นาวาโท สถาพร กล่าวว่าปืนไม่มีการบันทึกว่ายิงแล้วเป็นวิถีอย่างไรเพราะเป็นอาวุธสงคราม แต่อาวุธปืนกระบอกนี้ชำรุดเสื่อมสภาพ ไม่สามารถซ่อมทำได้ จึงนำมาทำลาย ฉะนั้นจึงไม่มีการนำไปตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องวิถีต่าง ๆ

นาวาโท กิตติพงษ์ กล่าวต่อว่ากรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรกแต่เป็นกรณีที่สองในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ต่อจากกรณีพบอาวุธปืนที่ตรวจพบที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้มาจากบุคลากรในกองทัพเรือ คำถามคือปืนหลุดออกมาจากคลังอาวุธของกองทัพเรือหรือไม่ ซึ่งกองทัพเรือยืนยันว่าไม่ได้หลุดจากคลังอาวุธ แต่ยังมีข้อสงสัยจากประชาชน ทั้งยังมาเกิดกรณีการลอบยิงนายกมลศักดิ์อีก เพื่อให้พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าอาวุธที่สันนิษฐานว่าหลุดออกมาจากคลัง หากมีตัววิถีกระสุนที่สามารถตรวจสอบได้ มันจะชัดเจนว่าอาวุธของผู้ต้องสงสัยไม่ได้มาจากคลังอาวุธของกองทัพเรือ

ดังนั้น ถึงเวลาที่กองทัพเรือจะต้องเก็บฐานข้อมูลในลักษณะนี้ เข้าใจว่ากองทัพมีอาวุธปืนจำนวนมาก แต่เรื่องนี้สำคัญหากอาวุธปืนหรืออาวุธสงครามหลุดเล็ดลอดจากคลังไป จะส่งผลกระทบกับสังคมในวงกว้างได้ จึงเป็นการลงทุนที่ควรดำเนินการ

นายเอกราชยังได้ถามหารายชื่อคณะกรรมการที่ทำลาย รวมถึงการสอบข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรือโทหญิง ลักษิกา กล่าวว่าการตั้งคณะกรรมการเป็นการตั้งจากตำแหน่งในเวลานั้น ซึ่งขณะนี้บางคนเกษียณอายุราชการ และบางคนยังรับราชการอยู่ และปัจจุบันยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบ แต่มีการประชุมเพื่อหาข้อเท็จจริง กรมสรรพาวุธได้ชี้แจงหลักฐานที่มี ตั้งแต่การนำปืนมาคืนตลอดจนการทำลายอาวุธ

นายพอล ศุภศิษย์ นิ่มสุวรรณ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ถามถึงความเป็นไปได้กรณีบุคคลที่สามมีการปั๊มหรือเลเซอร์กระบอกปืนให้คล้ายคลึงหรือเหมือนกับกระบอกที่ก่อเหตุ ทั้งนี้ ปืนที่เป็นเหตุได้มาจากสหรัฐอเมริกาหรือเป็นการขายตรงโดยพาณิชย์ โดยนาวาโท สถาพร ตอบไม่ได้ว่าจะมีการทำซ้ำหรือไม่ แต่อาวุธปืนหมายเลข 8122935 ที่เราทำลายไป เป็นอาวุธที่เราซื้อจากสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เป็นของ JUSMAG

นายพอลถามต่อว่าหากเป็นการซื้อระหว่างประเทศจะต้องมีการมอนิเตอร์ตรวจตราอาวุธปืนในรอบปีว่าปืนกระบอกนี้มีสถานะเป็นอย่างไร หากขายต่อมือที่สามสหรัฐอเมริกาจะต้องมีการอนุมัติด้วยใช่หรือไม่ นาวาโท สถาพร ชี้แจงว่าการรายงานให้กับสหรัฐฯ จะเป็นปืนที่ไทยได้รับการช่วยเหลือ แต่ถ้าปืนที่ซื้อเองก็ถือเป็นปืนของเรา เป็นของกองทัพเรือ โดยไม่ต้องแจ้ง พร้อมยืนยันว่าปืนกระบอกดังกล่าวไม่มีการแจ้งหาย

ส่วนอาวุธปืนที่นำไปทำลาย ไม่ได้นำทำลายเพียงเพราะผ่านการยิงมาแล้วกี่นัด ๆ ซึ่งในกรณีที่ชุดลำกล้องสึกหรอสามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้ แต่กรณีที่ซ่อมทำไม่ได้หรือซ่อมทำแล้วไม่คุ้ม ซ่อมก็กลับมาใช้ได้ไม่เหมือนเดิมจึงต้องนำไปทำลาย จึงไม่ได้บันทึกว่าอาวุธปืนดังกล่าวยิงไปแล้วกี่นัด

ด้านนายเอกราชตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 3 กรณี กรณีแรกคือ ปืนไม่ได้ถูกทำลายจริง กรณีที่สองคือ อาจจะก๊อบปี้ทะเบียนกับบุคคลที่ใช้ใกล้ชิดสัมพันธ์กันมาก กรณีที่สามคือ การนำชิ้นส่วนมาประกอบ โดยนาวาโท กิตติพงษ์ กล่าวเสริมถึงข้อสันนิษฐานที่ 4 ว่าอาวุธที่ขายในตลาดมืด อาจไม่ได้มาจากกระบอกใดกระบอกหนึ่งโดยเฉพาะ แต่นำมาประกอบกัน ส่วนที่นำมาจากราชการมักจะเป็นลูกเลื่อนหรือลำกล้อง เพราะส่วนอื่นสามารถเลียนแบบได้ ถือว่ามีความเป็นไปได้ว่าชิ้นส่วนหลุดไปเป็นบางชิ้นส่วนแล้วนำไปประกอบกันภายหลัง คำถามคือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าชิ้นส่วนไม่หลุดออกไป

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมาธิการยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธปืน M-16 มีคุณสมบัติพิเศษคือถอดประกอบและยำอะไหล่ได้ ซึ่งอาวุธปืนของกองทัพจะมีหมายเลขกำกับอยู่ที่บริเวณท้ายกระบอก หมายความว่าเมื่อใดที่ถอดประกอบจะไม่เห็นหมายเลขดังกล่าว ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ของการรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะระดับพลทหารก็สามารถถอดประกอบอาวุธปืนได้แล้ว

นาวาโท สถาพร กล่าวว่าการจะนำอาวุธออกไปจากหน่วยงานมีขั้นตอนการคุมบัญชีการจำหน่าย ซึ่งได้ปฏิบัติตามระเบียบของกองทัพเรือ หากเข้าใจในระบบของทหารจะเห็นว่าทำได้ค่อนข้างยาก โดยส่วนตัวของปืนจะมีหมายเลขกำกับอยู่ ในการทำลายเราก็มีการตัดเฉียง

นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ สส. ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ระบุว่าถ้าจะทำก็ทำได้ เพราะจ่าคลังอาวุธเป็นคนถือกุญแจ จึงจะต้องหามาตรการไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก เพราะเกิดความเสียหายไปยังกองทัพเรือ

นายชยพล สะท้อนดี สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้โชว์เอกสารการทำลายอาวุธปืน จำนวน 41 กระบอก พบหนึ่งกระบอกมีหมายเลขกำกับตรงกับที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งปืนทั้งหมดถูกทำลายในรูปแบบเดียวกันคือการฝังกลบ แต่กลับมีปืนในลอตนี้หลุดออกมา ไม่ว่าจะเป็นกระบอกหรือเป็นชิ้นส่วน จึงตั้งข้อสงสัยว่าใน 41 กระบอกนี้หลุดไปอยู่ในตลาดมืดได้หมดแล้วหรือไม่

นาวาเอก สุรพงษ์ คำภา ผู้อำนวยการกองการส่งกำลังและบริการ สำนักส่งกำลังบำรุง กรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ ชี้แจงว่ากระบวนการจำหน่ายปืนเมื่อหมดสภาพการใช้งานจะต้องทำลายทำให้สิ้นสภาพสถานะการเป็นปืนที่นำไปใช้ยิงได้ ซึ่งขั้นตอนการทำลายได้มีการเลียนแบบจากสหรัฐอเมริกา ส่วนข้อเสนอให้มีการหลอมทำลาย ยังไม่แน่ใจว่าการสร้างเตาเผาอุณหภูมิสูงจะใช้งบประมาณเท่าไร อาจจะเป็นหลักร้อยล้านบาท ซึ่งมีการพูดคุยในหน่วยงานว่าอาจจะต้องมีการหลอมอาวุธ เพื่อไม่ให้มีสภาพการเป็นอาวุธที่ชัดเจน

นาวาโท กิตติพงษ์ กล่าวว่ากองทัพเรือยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าปืนดังกล่าวหลุดออกจากกองทัพเรือหรือไม่ ซึ่งการพิสูจน์มี 2 ลักษณะคือ ลักษณะแรก หากมีวิถีกระสุนก็จะสามารถพิสูจน์ได้ แต่ไม่ได้มีการทำบันทึกไว้ ลักษณะที่สอง อาจจะต้องขุดปืนที่ฝังกลบมาเพื่อไล่ว่า 41 กระบอกที่มีการทำลายไปอยู่ครบหรือไม่ หากนับชิ้นส่วนแล้วอยู่ครบทั้ง 287 ชิ้น ก็จะสิ้นข้อสงสัย ก็จะนำไปสู่ข้อสันนิษฐานอื่น โดยเสนอว่าควรจะต้องทำอัตลักษณ์วิถีกระสุนในทุกกองทัพ เพิ่มความรัดกุมในกระบวนการจัดเก็บอาวุธ ขณะที่การทำลายอาวุธ การตัดฝังกลบได้สัดส่วนแล้ว แต่กรณีนี้เป็นปัญหาที่คนมากกว่ากระบวนการ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเพิ่มคนนอกกองทัพเรือไปเป็นกรรมการในขั้นตอนการฝังกลบ

นายรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้สังเกตการณ์ กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพเรือต้องสร้างความกระจ่าง พบว่าผู้ก่อเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์เป็นอดีตนาวิกโยธิน มีความสัมพันธ์ของคนที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเรือ อย่างไรก็ตาม จากหมายเลขปืน 8122935 กลายเป็นมี 2 ร่าง ร่างหนึ่งถูกเก็บรวบรวมอยู่กับพนักงานสอบสวน ร่างหนึ่งถูกฝังกลบไปแล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่ปืนกระบอกเดียวกันจะอยู่ 2 ที่ในเวลาเดียวกัน เราไม่ได้อยู่ในโลกคู่ขนาน

นายรอมฎอนเสนอให้ขุดปืนกระบอกที่ฝังขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงหวังให้คณะกรรมาธิการทหารเดินทางไปร่วมกับกองทัพเรือ เพื่อพิสูจน์อย่างจริงจัง ขอให้ส่งข้อมูลของผู้ที่รับผิดชอบกระบวนการทำลายอาวุธปืน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของขั้นตอนของกองทัพเรือ ขณะที่ปืนหมายเลข 234098 ยังเป็นปริศนาอยู่

จากนั้นที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้มีมติเห็นควรให้กองทัพเรือขุดปืนที่ถูกฝังกลบและชวนหน่วยงานภายนอกเข้าไปตรวจสอบ คณะกรรมาธิการจะเสนอตัวไปเข้าร่วมเพื่อตรวจสอบให้สิ้นข้อสงสัย หากนับมาแล้วชิ้นส่วนอยู่ครบจบเรื่องนี้ หากนับมาไม่ครบกองทัพเรือก็ต้องตรวจสอบและจะต้องมีมาตรการการทำลายให้รัดกุมมากกว่านี้ พร้อมทั้งส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรี ขอให้หน่วยงานอื่นเข้าไปช่วยตรวจสอบในกรณีดังกล่าวด้วย

ในช่วงท้ายของการประชุม นายชยพลกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวระบุช่องโหว่ได้ 2 จุดคือ กระบวนการทำลายและบุคคลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ปืนลอตไหนที่ทำลายด้วยวิธีการแบบเดียวกันและมีการยุ่งเกี่ยวโดยคณะกรรมการชุดเดียวกันก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน

“นี่ถือเป็นภัยความมั่นคงใหญ่ที่กองทัพเรือปล่อยให้มีรอยรั่วแบบนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของปืนเถื่อนที่มาอยู่ในประเทศไทยใช้ลอบสังหารผู้แทนราษฎร เราควรจะซีเรียสมากกว่านี้ มากกว่าการที่กองทัพเรือบอกว่าทุกอย่างรัดกุมโดยไม่ทำอะไรต่อ”

Related Posts

Send this to a friend