‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ เปิดตัว 14 ผู้สมัครบอร์ดประกันสังคม
ดึง ‘พี่สาวณัฐพงษ์’ ร่วมทีมฝ่ายนายจ้าง ชูภารกิจล้างบางทุจริต-ปฏิรูปทั้งระบบ กางแผน 1 ปี เพิ่มสิทธิทำฟัน-เงินอุดหนุนบุตร-เงินว่างงาน ปรับบำนาญตามเงินเฟ้อ เปิดข้อมูลลงทุนตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ พร้อมหั่นงบบริหารเหลือ 3%
วันนี้ (16 มิ.ย. 69) เวลา 15.00 น. ที่ร้าน Underdog Food Stock พัฒนาการ กรุงเทพฯ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน นำทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” เปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง รวม 14 คน สำหรับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2569 ภายใต้สโลแกน “พลิกโฉมสวัสดิการ ล้างบางทุจริต ปฏิรูปประกันสังคม”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ พ่อของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการเปิดตัวและให้กำลังใจ น.ส.ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ผู้สมัครฝ่ายนายจ้าง ซึ่งเป็นพี่สาวของนายณัฐพงษ์ด้วย
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ระหว่างเดินทางมางานเปิดตัว ตน เห็นคนจำนวนมากที่ทำงานหนักตั้งแต่เช้าจนค่ำ แต่ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เห็นแรงงานที่สร้างบ้าน สร้างเมืองให้ประเทศ แต่ยังต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมาก สร้างมูลค่าให้ประเทศ แต่ยังไม่สามารถออกแบบสวัสดิการที่ดีที่สุดให้กับคนทำงานได้
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้กล่าวย้อนถึงการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งก่อนว่า วันที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ชนะการเลือกตั้งในฝั่งผู้ประกันตน ตน เคยประกาศว่า “พวกเรา ขอเป็นปีศาจของคนชั้นนำ และเป็นของขวัญสำหรับประชาชน” และยึดถือแนวทางดังกล่าวมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เสียงของผู้ประกันตนเพียง 6 เสียงในบอร์ดประกันสังคม ไม่เพียงพอต่อการผลักดันการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากบอร์ดประกันสังคม มีทั้งหมด 21 คน โดยฝ่ายนายจ้างและฝ่ายรัฐรวมกัน มี 14 เสียง แม้ฝ่ายผู้ประกันตน จะได้ครบทั้ง 7 เสียง ก็ยังไม่สามารถผลักดันหลายเรื่องสำคัญได้อย่างเต็มที่ ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุน รวมถึงยังมีข้อจำกัดจากระบบราชการ
“ที่ผ่านมาเรา อาจส่งเสียงคัดค้านได้ในบางเรื่อง อาจตัดงบเสื้อ หมวก หรือปฏิทินได้ แต่หัวใจสำคัญ มีมากกว่านั้น ทั้งงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาทที่ยังไม่ส่งตรงถึงผู้ประกันตน และการตรวจสอบเงินลงทุนกว่า 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเสียงของเรา ไม่เพียงพอในการปราบทุจริตและผลักดันสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ดังนั้นเรา ต้องการทั้ง 14 ที่นั่ง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว
สำหรับผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน ประกอบด้วย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี, นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน, นายชลิต รัษฐปานะ, น.ส.นาริฐา โภไคยอนันต์, นายปรารถนา โพธิ์ดี, น.ส.พรทิพย์ โม่งใหญ่ และนายเริงฤทธิ์ ลออกิจ
ส่วนผู้สมัครฝ่ายนายจ้าง 7 คน ได้แก่ นายเปรมวิทย์ สีห์ชาติวงษ์, น.ส.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร, นายรัตนสิทธิ สุภาภรณ์, น.ส.สุโขทัย หัตถะรัชต์, นายอดิศร เกิดมงคล, นายเอราวัณ วานิชย์หานนท์ และ น.ส.ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวแนะนำ น.ส.ศราริน ว่า เป็นผู้ที่ยืนยันมาตลอดว่า “ความทุกข์ของผู้ประกันตน คือความทุกข์ของผู้ประกอบการ ความเจ็บป่วยของผู้ประกันตน คือความป่วยของผู้ประกอบการ และความชรา ความสิ้นหวังของผู้ประกันตน คือความชราและความสิ้นหวังของผู้ประกอบการ” พร้อมระบุว่า หากสามารถออกแบบสวัสดิการที่ดีให้กับผู้ประกันตนได้ ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการ มีแรงงานที่มีคุณภาพและมีความหวังในชีวิต
ทั้งนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดเผยว่า มีนโยบายรวม 77 นโยบาย โดยจะทยอยนำเสนอรายละเอียดต่อสาธารณะ แบ่งเป็น 8 ด้านหลัก ได้แก่
1.ปฏิรูปโครงสร้างให้ทันสมัยและเป็นประชาธิปไตย
2.บริหารเปิดเผย โปร่งใส ไร้ทุจริต
3.บำนาญเป็นธรรมตามทันค่าเงิน
4.ดูแลครอบครัวคนทำงาน
5.ลงทุนตอบแทนดีอย่างมีธรรมาภิบาล
6.ว่างงานสบายใจ จ่ายให้พัฒนาสกิล
7.ระบบสุขภาพครอบคลุมเท่าเทียม
8.เทคโนโลยีการบริการสะดวก เข้าถึงง่าย
ด้านนายเปรมวิทย์ สีห์ชาติวงษ์ ยกตัวอย่างนโยบายที่สามารถดำเนินการได้ทันทีภายใน 7 วันหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่าจะผลักดันการลดงบบริหารจาก 10% เหลือ 3% เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารงาน พร้อมทบทวนงบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยเน้นการใช้ระบบร่วมกับภาครัฐแทนการลงทุนสร้างระบบใหม่
นอกจากนี้ จะเสนอจัดตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบความผิดด้านการลงทุน เพื่อถอดบทเรียนจากกรณีอาคาร SKYY9 และส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลักดันการถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ด เปิดเผยมติและบันทึกการประชุม ตลอดจนเปิดให้ผู้ประกันตนลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังการประชุมในวาระทั่วไปได้
ขณะที่ น.ส.นาริฐา โภไคยอนันต์ นำเสนอแผนงานระยะ 1 ปี โดยมุ่งยกระดับสิทธิประโยชน์ อาทิ เพิ่มสิทธิทันตกรรม ขูดหินปูนปีละ 2 ครั้งโดยไม่ต้องสำรองจ่ายและไม่ถูกเรียกเก็บส่วนต่าง เพิ่มเงินอุดหนุนบุตรอายุ 7-12 ปี เป็น 12,000 บาทต่อปี เพิ่มเงินทดแทนกรณีลาออกเป็น 60% ของค่าจ้างเฉลี่ย และเพิ่มเงินทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยจาก 50% เป็น 70% รวมถึงปรับเพิ่มเงินบำนาญตามอัตราเงินเฟ้อ และปรับกลยุทธ์การลงทุนให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น
ส่วน น.ส.พรทิพย์ โม่งใหญ่ นำเสนอแผนงานระยะ 2 ปี โดยตั้งเป้าผลักดันการปฏิรูปประกันสังคมและมุ่งสู่ “ประกันสังคมถ้วนหน้า” ผลักดันศูนย์เลี้ยงดูเด็กประกันสังคมในพื้นที่ที่มีสถานประกอบการหนาแน่น พัฒนาระบบ Upskill-Reskill และ Job Center จากฐานข้อมูลประกันสังคม ผลักดันระบบเลือกตั้งออนไลน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับขององค์กรกลางที่น่าเชื่อถือ ยกระดับบริการออนไลน์ให้ครอบคลุม 99% ของบริการทั้งหมด และเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐให้ผู้ประกันตนและนายจ้าง ทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว
เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างจากทีมอื่นที่เปิดตัวนโยบายมาก่อน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า เป้าหมายของทีมประกันสังคมก้าวหน้า คือการนำทุกบาททุกสตางค์ของกองทุนประกันสังคมกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนให้มากที่สุด โดยเห็นว่างบประมาณด้านการบริหารจัดการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อหรือปฏิทิน ต้องตอบให้ได้ว่าส่งผลให้ผู้ประกันตน ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร หากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในส่วนนั้น
ส่วนกรณีที่มีการเชื่อมโยงทีมประกันสังคมก้าวหน้ากับพรรคการเมืองนั้น รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า การเรียกบอร์ดประกันสังคมว่าเป็น “บอร์ดการเมือง” อาจเป็นการใช้คำที่มีปัญหา เพราะประกันสังคม เกิดขึ้นจากการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชน และนโยบายต่าง ๆ ก็เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมืองทั้งการออกกฎหมายและกฎกระทรวง
“ประกันสังคมก้าวหน้า มีความมุ่งมั่นทางการเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นอิสระและยึดหลักธรรมาภิบาล หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือการเปิดเผยและสร้างความโปร่งใสในการประชุม” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว













