‘ทวี สอดส่อง’ ห่วง รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำยอดก่อหนี้ปีเดียวแตะถึง 1.26 ล้านล้าน
‘ทวี สอดส่อง’ ห่วง รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำยอดก่อหนี้ปีเดียวแตะถึง 1.26 ล้านล้าน ถาม ใครได้ประโยชน์ แนะ ควรออก พ.ร.บ.โอนงบฯ 69 ไม่ใช่เลือกวิธีกู้เงิน ชี้ คนก่อหนี้คือรัฐบาล แต่คนใช้หนี้คือประชาชนในปัจจุบันและอนาคต
วันนี้ (7 พ.ค. 69) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ปี 2569 รัฐบาลกู้ใหม่ 4 แสนล้าน ทับกู้เดิม 8.6 แสนล้าน รวม 1.26 ล้านล้าน ใครได้ประโยชน์ แต่ประชาชนต้องจ่าย
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ ออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับใหม่วงเงิน 4 แสนล้านบาท อ้างเหตุผลเรื่องช่วยเหลือประชาชน วงเงิน 2 แสนล้านบาท และสนับสนุนใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 2 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 อีก 860,000 ล้านบาท ทำให้ยอดการก่อหนี้ปีเดียวสูงถึง 1.26 ล้านล้านบาท
ข้อมูลหนี้สาธารณะสิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 12,681,203.98 ล้านบาท เมื่อกู้เพิ่มครบจะส่งผลให้หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 (30 กันยายน 2569) พุ่งสูงถึง 13,486,290.33 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 68.97% ของ GDP (คาดการณ์ GDP ที่ 19.5 ล้านล้านบาท) ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP
การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครม. เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหนี้สาธารณะเป็นเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.95 ต่อปี นำไปสู่วิกฤติหนี้สาธารณะดังนี้
1. ใช้เงินกู้ผิดที่ผิดทาง และกระจุกตัว: การกู้เงินทุกปีส่วนใหญ่เป็น “หนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ” ตามหลักการเงินกู้สาธารณะควรถูกจัดสรรเพื่อการลงทุนที่สร้างรายได้ใหม่ แต่กลับใช้หนี้งบประมาณที่รัฐทำสัญญาผูกพันข้ามปี หรือสัมปทานให้เอกชนไม่กี่ราย พบการกระจุกตัวของงบประมาณอย่างรุนแรง
ปี 2567 เงินกู้เพื่อลงทุนกว่าร้อยละ 88 กระจุกตัวอยู่ในเพียง 2 กลุ่ม คือ ระบบราง/คมนาคม (48.52%) และพลังงาน/ไฟฟ้า (39.4%) ผลประโยชน์ไหลสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ โครงการครอบครองโดยกลุ่มบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง มีเงินกู้จำนวนมากใช้ในพื้นที่เมืองหลัก หรือเขตเศรษฐกิจเดิม ขณะที่การลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก เช่น ระบบประปา มีเพียง 2.7% และด้านที่อยู่อาศัยไม่ถึง 1%
2. ภาวะ “เสพติดหนี้” หนี้โตเร็วกว่าเศรษฐกิจ 2 เท่า: ปี 2566-2569 รัฐบาลกู้เงินเฉลี่ยปีละ 8 แสนล้านบาท แต่กลับสร้างการเติบโตของ GDP เพียงปีละ 4 แสนล้านบาท หนี้ขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจถึง 2 เท่า ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางการคลังระยะยาว หนี้ที่กู้มานำไปชดเชยขาดดุลงบประมาณ ไม่ใช่การลงทุนที่ระบุโครงการได้โดยตรง
3. ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายจ่ายสูญเปล่าจากภาษีประชาชน: จากการชี้แจงของผู้แทนกระทรวงการคลังต่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณเฉลี่ยดอกเบี้ยเงินกู้ 2.95% ต่อปี เช่น งบประมาณในปี 2567-2568 ต้องแบกภาระจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงถึง 210,595 ล้านบาท และ 241,379 ล้านบาท เงินจำนวนมหาศาลนี้คือรายจ่ายสูญเปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดสวัสดิการ โรงเรียน หรือโรงพยาบาลใหม่ ๆ แต่เป็นต้นทุนจากหนี้สะสมที่ถูกบริหารจัดการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
4. ประสิทธิภาพต่ำเงินค้างท่อ: หน่วยรับงบประมาณไม่สามารถบริหารการใช้งบประมาณเงินกู้ตามระยะเวลาที่ของบประมาณ ปล่อยให้เงินค้างท่อแต่ดอกเบี้ยเดิน รายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายได้จริง 10.7–15.7% สะท้อนถึงปัญหาเงินค้างท่อที่รัฐต้องเสียดอกเบี้ยรอไว้ทันทีที่กู้ แต่เม็ดเงินไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนได้ทันท่วงที
เบื้องต้นก่อนรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ควรออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ โดยนำงบประมาณปี 2569 ในส่วนที่ไม่จำเป็นมาปรับใช้ก่อน และต้องเลือกใช้วิธีการที่ไม่กู้เงินก่อน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่เอกชนผู้ทำธุรกิจพลังงานแทบทุกรายมีแต่กำไร และการกู้หนี้ต้องใช้เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอนาคตและคุณภาพชีวิต ไม่ใช่กู้มาใช้หนี้ให้กลุ่มทุนที่ได้สัมปทานผูกขาด รัฐต้องรักษา “ดุลยภาพแห่งความเป็นธรรม” กับเอกชนและกลุ่มทุน ไม่ใช้อำนาจโดยพลการ หนี้สาธารณะคนก่อคือรัฐบาล แต่คนใช้หนี้คือประชาชนในปัจจุบันและอนาคต












