PEOPLE

เปิดใจ ‘ชัชชาติ’ ในวันที่ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ สมัยสอง

เปิดใจ ‘ชัชชาติ’ ในวันที่ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ สมัยสอง 251 นโยบาย กับการสร้างความหวังและโอกาสให้คนกรุงเทพฯ

เอ้า! ลุย! เปิดศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ หลายคนจับจ้องไปที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ครั้งนี้ลงสมัครเป็นสมัยที่ 2 ในนามอิสระ ไร้ทีม สก. หวังรักษาเก้าอี้พ่อเมือง

อะไรคือเหตุผลที่นายชัชชาติลงสนามป้องกันแชมป์ 4 ปีข้างหน้ากรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่

4 ปีจากนี้คือความท้าทาย

นายชัชชาติเปิดเผยถึงหมายเลขประจำตัวในการหาเสียงว่า เบอร์ 9 ก็ดี คราวที่แล้วได้เบอร์ 8 ครั้งนี้ได้เบอร์ 9 คือ ก้าวหน้า เชื่อว่าประชาชนไม่ได้ตัดสินใจเลือกเราเพราะเบอร์ แต่ขอให้เลือกเพราะผลงานและความไว้ใจ คิดอยู่นานว่าจะลงต่ออีกสมัยหรือไม่ เพราะ 4 ปีข้างหน้าหลายอย่างในโลกจะเปลี่ยนไป คงต้องมีนโยบายที่ตอบโจทย์ทำให้เมืองแข่งขันกับเมืองอื่นทั่วโลกได้ มั่นใจว่าเรามีทีมงาน มีนโยบาย ที่จะสร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคนได้ในอนาคต

4 ปีที่แล้วไม่คิดว่าจะลงต่ออีกสมัย คิดแค่ “เอาตัวรอดให้คนไม่ผิดหวังก็บุญแล้ว” วันแรกที่ได้รับเลือกตั้ง ผมเคยพูดไว้ว่าจะดูแลประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกเรา จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง นาทีที่ชนะเลือกตั้งจึงไม่ดีใจ แต่หนักใจเหมือนกับภูเขามาท่วมทั้งลูก

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า การเลือกตั้งจะชนะหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีนโยบายที่ชัดเจน จึงต้องทบทวนนโยบายอยู่ตลอดว่า สิ่งที่เรานำเสนอต่อประชาชนถูกต้องหรือไม่ หัวใจสำคัญคือจะทำอะไรใน 4 ปีถัดไป ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะกรุงเทพมหานครมีปัญหาไม่รู้กี่เรื่อง

Traffy Fondue นโยบายที่ชอบที่สุด

ในสมัยแรกเรามี 226 นโยบาย สุดท้ายจบที่ 235 นโยบาย แต่ชอบที่สุดคือ “Traffy Fondue” เป็นแอปพลิเคชันของ สวทช. ที่มีมาก่อน 4-5 ปี เราเปิดให้ประชาชนร้องเรียน ถ่ายรูป และด่าเรา ถือเป็นการปฏิรูประบบราชการที่เมื่อก่อนถ่วงเวลาการให้บริการ ราชการแทนที่จะหันหน้าหาผู้ว่าฯ กทม. กลายเป็นหันหน้าหาประชาชนให้ผู้ว่าฯ กทม. คอยดันหลัง โดยวันแรกที่มีการเปิดให้บริการคือ วันที่ 1 มิถุนายน 2565 มีประชาชนร้องเรียนเข้ามา 20,000 กว่าเรื่อง ซึ่งในช่วงแรกใช้เวลาในการแก้ปัญหา 1 เรื่องเฉลี่ย 2 เดือน

เราไม่ได้เปลี่ยนกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนมายด์เซต เปลี่ยนวิธีการดูผลงานของคน ใช้เป็นผลงานประเมินข้าราชการเพราะประชาชนมีการให้ดาวเหมือนกับเวลาเราไปใช้บริการร้านอาหาร โดย 4 ปีผ่านไปเหลือเวลาในการแก้ปัญหาเฉลี่ย 1 วัน 21 ชั่วโมงต่อการแก้ปัญหาหนึ่งเรื่อง และ 4 ปีมีคนแจ้งเรื่องร้องเรียนมา 1.3 ล้านเรื่อง แก้ปัญหาไปแล้วประมาณล้านเรื่อง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เราภูมิใจไม่ต้องใช้เงิน เพราะเป็นแอปพลิเคชันเดิมที่เขาทำมาแล้ว งบประมาณที่ใช้ในการแก้ปัญหาก็เป็นงบประมาณเดิม แต่ใช้เวลาในการแก้ปัญหาเร็วขึ้น

Traffy Fondue คือเครื่องสร้างความไว้วางใจ เมื่อก่อนเราไม่ไว้วางใจประชาชน ประชาชนก็ไม่ไว้วางใจ กทม. บอกกับทีมงานว่า 1.3 ล้านเรื่องที่เขาบ่นเข้ามา ไม่ใช่เราไม่ดี แต่เขาไว้ใจเรา เขาถึงยกโทรศัพท์ 1.3 ล้านครั้ง ให้เราช่วย

ไม่ทนกับทุจริต

ส่วนเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน นายชัชชาติยืนยันว่า จะไม่ทนและต้องเอาจริงเอาจัง ที่ผ่านมาก็ใช้เทคโนโลยี Open Data เปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้รอบคอบขึ้น ให้ประชาชนมาช่วยตรวจสอบ ตั้งคณะกรรมการต่อต้านทุจริต ให้หน่วยงานอื่นเข้ามาตรวจสอบ และไล่คนออกไปแล้ว 41 คน ในช่วงแรกแม้จะมีกระแสต่อต้านจากภายในเพราะมีผลประโยชน์เก่าที่ฝังอยู่ แต่ถ้าเราไม่เอาสักอย่าง เลือกคนที่ดีและซื่อสัตย์เข้ามาในตำแหน่งบริหาร สถานการณ์ก็ดีขึ้นถ้าหัวนิ่งการส่ายต่าง ๆ ก็จะน้อยลง

ยกตัวอย่าง โครงการระบบบำบัดน้ำเสียเขตบางกอกน้อยที่มีการเซ็นสัญญาก่อนที่ตนเองจะเข้ามารับตำแหน่ง มีปัญหาไม่เสร็จสิ้นตามสัญญาที่กำหนด ซึ่งมีโครงการในลักษณะเช่นนี้อีกประมาณ 2 แห่ง ได้แก่ ในพื้นที่เขตลาดกระบัง และโครงการอุโมงค์ระบายน้ำที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน ปัญหาคือในระบบราชการใช้ระบบประมูล ผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุดจะเป็นคนได้งาน ซึ่งบางครั้งก็เหมือนเป็นการไปตายเอาดาบหน้า สุดท้ายไม่มีเงินสายป่านไม่พอ จึงเป็นปัญหาที่เราต้องไปไล่สะสาง

พร้อมรับแผ่นดินไหว-น้ำท่วม

อย่างไรก็ตามในช่วงที่เป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็เจอความท้าทายมาก โดยเฉพาะการรับมือภัยพิบัติ “แผ่นดินไหว” เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่ง กทม. ตอบสนองได้เร็ว การแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตชั่วโมงแรกสำคัญที่สุดเพราะจะช่วยลดความตื่นเต้นและได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เรามีระบบที่ค่อนข้างดีเมื่อเกิดเหตุเราตั้งศูนย์ Command Center ภายใน 10 นาที ให้ตรวจสอบข้อมูลและสั่งการให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาทของตนเองและลดความตื่นตระหนก ทั้งยังมี รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ในขณะนั้น ที่เป็นเจ้าแม่ภัยพิบัติ ทำให้เราเตรียมการที่ดีขึ้น

การเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้น มีเพียงตึกเดียวที่พัง คือตึก สตง. ในใจคิดว่า “ตายแล้ว พังทั้งกรุงเทพฯ หรือเปล่า” จึงสั่งให้ทุกสำนักงานเขตรายงานข้อมูลเข้ามา แต่พบว่าไม่มีตึกไหนที่พัง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าหากออกแบบโครงสร้างตึกให้ถูกต้องก็สามารถอยู่ได้เหลือเฟือ จึงขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวลแต่ต้องระมัดระวังเรื่องมาตรฐานการก่อสร้าง ทำตามกฎหมายให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอาคาร 9 ประเภทที่ต้องมีผู้ตรวจสอบอาคาร ทั้งนี้เรายังได้ติดตั้งเซ็นเซอร์วัดแผ่นดินไหวมากขึ้น เช่น ในโรงพยาบาลสังกัด กทม.

ส่วนเรื่องน้ำท่วม ในช่วง 2 ปีแรกที่เข้ามารับตำแหน่งถือว่าหนัก ในเดือนมิถุนายน 2565 มีจุดเสี่ยงน้ำท่วมอยู่ 3 แห่ง แต่ในเดือนตุลาคม 2565 ฝนตกหนักมาก มีจุดเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 700 กว่าแห่ง น้ำท่วมเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ หากเรารู้จุดเสี่ยงก็จะเห็นจุดที่ท่วมซ้ำซากแล้วก็ไล่แก้ ซึ่งขณะนี้แก้ปัญหาไปแล้ว 500 กว่าจุด หรือคิดเป็น 70% นอกจากนี้จุดฟันหลอริมแม่น้ำเจ้าพระยายังเหลืออีก 30-40 จุดที่จะต้องได้รับการแก้ไข พร้อมกับการขุดลอกคูคลองและลอกท่อกว่าหมื่นกิโลเมตร เพราะได้รับร้องเรียนว่าน้ำระบายไม่ถึงอุโมงค์ยักษ์

แต่ปัญหาในอนาคตอาจจะมีปรากฏการณ์ระเบิดฝน (Rain Bomb) เหมือนที่หาดใหญ่ ปีที่แล้ว กทม. จึงทำโมเดลวิเคราะห์ฝนในแต่ละเขต หากฝนตกในปริมาณที่มากจะแก้ปัญหาอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่คอขวดและในชุมชนที่มีความเสี่ยง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) การที่เราเข้าใจปัญหาดีขึ้นและใช้วิทยาศาสตร์มาแก้ไข น่าจะรับมือกับเหตุการณ์ได้ดีขึ้น

ปัจจุบัน กทม. ไม่ได้ทรุดเยอะเหมือนในอดีต แต่สิ่งที่น่ากลัวคือน้ำทะเลหนุน ซึ่งไม่ได้เกิดกับที่กรุงเทพมหานครที่เดียว แต่เกิดขึ้นทั่วโลกหากจะแก้ต้องแก้ปัญหา ต้องแก้จากจังหวัดฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร เพราะมีชายฝั่งเดียวกัน ซึ่งต้องพูดคุยกับรัฐบาลเป็นแผนระยะยาว 20 ปี

กรุงเทพฯ ทำงาน!

นายชัชชาติยังกล่าวถึง 251 นโยบายที่นำเสนอต่อคนกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนถามว่าอะไรคือนโยบายที่สำคัญที่สุด ขอบอกว่าไม่มีอะไรสำคัญเพียงแค่เรื่องเดียว เพราะคนมีปัญหาต่างกัน เราไม่มีทางที่จะแก้ปัญหากรุงเทพมหานครได้ด้วยนโยบายน้อย ๆ ปีนี้เรามีข้อมูลเพียบเพราะทำงานมา 4 ปี รู้แล้วว่าปัญหาเป็นอย่างไร แผนปฏิบัติการ (Action Plan) จึงละเอียดมากยิ่งขึ้น นาทีแรกที่เราได้เป็นผู้ว่าฯ แผนปฏิบัติการเหล่านี้เริ่มทำได้เลย ทำให้ทุกคนมีเป้าหมาย รู้หน้าที่ ทำงานโดยไม่เสียเวลา เมื่อครบ 4 ปี ก็จะกลายเป็นโครงสร้างใหญ่ที่เปลี่ยนเมืองได้

สำหรับแนวคิด “กรุงเทพฯ ทำงาน!” มี 2 ความหมายคือทุกคนต้องทำงาน หน้าที่ของเราคือมาทำงาน แต่อีกความหมายหนึ่งคือ “กรุงเทพฯ เวิร์กนะ” ทำงานได้ไม่ใช่ว่าง่อย 4 ปีนี้ชีวิตเราดีขึ้นได้

นายชัชชาติยอมรับว่าไม่ได้สนใจเรื่องผลโพล แต่เห็นสวนดุสิตโพลที่สำรวจความเห็นประชาชนว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรหลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 78% บอกว่าจะดีขึ้น 20% บอกว่าเหมือนเดิม น้อยกว่า 1% บอกว่าแย่ลง แสดงว่าประชาชนมั่นใจว่ากรุงเทพฯ เวิร์ก กรุงเทพฯ ไปได้ เขามีความหวังและเกิดโอกาส

ส่วนที่ใคร ๆ ก็บอกว่า “ชัชชาตินอนมา” นายชัชชาติกล่าวติดตลกว่า “วันนี้ผมนั่งรถมา เมื่อวานปั่นจักรยานมา ถ้านอนมาไม่ค่อยจะดี” ความจริงไม่ได้มองว่าใครเป็นคู่แข่งหรือคู่ต่อสู้ แต่มีคนสมัครมาหลากหลาย ทุกคนเป็นแรงบันดาลใจอาจจะมีนโยบายดี ๆ ตอนนี้ทุกคนพูดเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและ AI ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและเป็นเรื่องใหญ่ที่คนเริ่มพูดกันมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานักการเมืองไม่ค่อยพูดเรื่องนี้กัน

สำหรับนโยบายของพรรคประชาชน “กรุงเทพฯ ง่าย ๆ” นายชัชชาติกล่าวว่า “กรุงเทพฯ ไม่ง่ายนะ” แต่ปัญหาเยอะ ในความหมายเขาคงอยากจะทำให้กรุงเทพฯ ง่ายสำหรับการอยู่อาศัย เป็นผลลัพธ์ว่ากรุงเทพฯ จะง่ายขึ้นในการใช้ชีวิต คงไม่ใช่การทำงานง่าย ไม่เช่นนั้นใครก็ทำได้ ไม่ต้องมาสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ให้ข้าราชการประจำทำไป

คนกรุงเทพฯ ได้อะไร ถ้าเลือก “ชัชชาติ”

ในการสมัครรอบนี้จะเห็นอดีตทีมรองผู้ว่าฯ กทม. หลายคนมาร่วมด้วย หลายคนบอกตนเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่ พัฒนาคนเดียว ไม่จริงเลยเพราะเราใช้คำว่า “ทีมชัชชาติ” ตลอด ตนเองเป็นแค่ผู้อำนวยการเพลง คอยดูผลงานต่าง ๆ มาถึงวันนี้ได้ต้องมีทีมงานที่หลากหลาย ดีใจมากเพราะทุกคนที่มาก็มาด้วยใจจริงไม่ได้ให้ค่าตอบแทน มีคนมาร่วมมือกับเรามหาศาลทั้งด้านวิชาการ สิ่งแวดล้อม และฝุ่น

“คนบอกผมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ไม่มีนะ ผมฟังทุกคน ทำงานเป็นทีม ผลงานที่ได้ไม่ใช่ผลงานของเรา ทีมงานทุกคนก็ดี อยู่กับผมแข็งแกร่งหมด ต้องขอโทษที่อาจจะดุมากไป เพราะอยากจะทำเพื่อกรุงเทพฯ”

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ถ้าเลือก “ชัชชาติ” คนกรุงเทพฯ จะได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจทั้งภาพใหญ่และเศรษฐกิจริมถนน “เมือง” ต้องช่วยดูแล แม้เราไม่มีเงินไปจ่ายเบี้ยต่าง ๆ ให้ แต่เราจะเตรียมโอกาส ให้ความรู้ อบรมเทคโนโลยี ให้พื้นที่ในการขายของ ไม่มีจ่ายใต้โต๊ะ การศึกษาต้องฟรี การรักษาพยาบาลต้องสะดวก ช่วยให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นน้อยที่สุด ให้มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่น เชื่อว่าอนาคตจะเห็นเมืองที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

หน้าตาของกรุงเทพฯ ในความคิดของนายชัชชาติ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ 4 ปีที่ผ่านมา เราเห็นอันดับของกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เป็นมิตร น่าอยู่ เป็นเมืองที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัย ความเป็นมิตร โอบกอดทุกคน มีวัฒนธรรมที่แข็งแรงไว้ด้วยกัน เรามีเทศกาลสงกรานต์ คงไม่มีที่ไหนในโลกเอาน้ำมาสาดกันแล้วไม่ทะเลาะกัน มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมาอยู่ที่กรุงเทพฯ

“ทุกอย่างผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ทำให้คนมาเที่ยวกรุงเทพฯ เยอะที่สุดในโลก เราแค่เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดี ต่อไปเราคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของเอเชียและโลกได้” นายชัชชาติทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend