‘เอกนิติ’ เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
วงเงินรวมกว่า 1.76 แสนล้านบาท ดึง AI เสริมศักยภาพร้านค้า ย้ำ เป็นการบรรเทาภาระประชาชน
วันนี้ (19 พ.ค. 69) เวลา 13.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย แถลงข่าวเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน”
นายเอกนิติระบุว่าเนื่องจากวิกฤตของแพง สินค้าสูงขึ้นแต่รายได้ลดลง ทำให้ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น ผลกระทบทำให้คนไทยทั่วไปโดยเฉพาะคนไทยที่มีพลังซื้อน้อย รายได้น้อย ไม่มีเงินออม ธุรกิจขนาดเล็กไม่มีกำไรมารองรับแรงกระแทกหากจะเกิดธุรกิจปิดตัว คนไทยตกงาน เศรษฐกิจซึมยาว
ดังนั้นโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน จุดประสงค์ช่วยประคับประคองประชาชนและธุรกิจรายย่อยเพื่อรองรับผลกระทบค่าครองชีพที่สูงขึ้น ช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อหดตัวส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หลักของโครงการไทยพลัส
ช่วยกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย 13.2 ล้านคนให้เดือนละ 1,000 บาท และกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากเดือนละ 300 บาทเป็น 700 บาท ระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งมติ ครม. ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลังปรับปรุงฐานข้อมูลให้แม่นยำขึ้นให้มีการเปิดลงทะเบียนใหม่สามารถให้กลุ่มเปราะบางที่ไม่ได้อยู่ใน 13.2 ล้านคนอยู่ในกลุ่มได้
ช่วยชนชั้นกลาง คนทำงาน มนุษย์เงินเดือนโดยใช้สัดส่วนประชาชนจ่าย 40% รัฐจ่าย 60% นี่คือหัวใจสำคัญคือช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รวมทั้งหมด 4,000 บาท ซึ่งจะต้องใช้ให้หมดในแต่ละเดือนไม่สามารถนำมาสมทบเดือนต่อไปได้
ช่วยต่อลมหายใจร้านค้าขนาดเล็กเป็นการเพิ่มสภาพคล่องและต่อลมหายใจเพิ่มสายป่านให้สามารถอยู่ได้
นายเอกนิติย้ำว่าหัวใจสำคัญนอกจากจะช่วยร้านค้าขนาดเล็กจะมีการนำ AI มาช่วยสอนให้คุ้นเคยกับการใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น บริหารต้นทุนดีขึ้น สามารถเช็กราคาสินค้าในตลาดซึ่งจะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงมีการเปรียบเทียบต้นทุนและทำให้เข้าสู่แหล่งสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบมากขึ้นไม่ต้องกู้นอกระบบ
อีกทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาเพราะเป็นวิกฤตค่าครองชีพกระทบคนส่วนมากและจะกระทบคนตัวเล็กตัวน้อย มนุษย์เงินเดือน คนที่ไม่มีรองรับช่วยให้สามารถผ่านวิกฤตไปด้วยกัน โดยวงเงินทั้งหมดในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 56,000 ล้านบาท ส่วน 40/60 วงเงิน 120,000 ล้านบาท
นายเอกนิติกล่าวอีกว่าได้มีการกำหนดวงเงินในการใช้จ่าย 200 บาทต่อวันและโครงการนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ นี่คือการบรรเทาค่าครองชีพ การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นผลพลอยได้ แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปเราสามารถทบทวนได้ ครั้งนี้คือวิกฤตโลก












