AROUND THAILAND

‘ครูแนน’ พาสำรวจความเสียหายบ้านฝาย ศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน

หลังน้ำป่าถล่ม 33 หลังคาเรือน ชาวบ้านยังผวาฝนตก ขอรัฐเร่งจัดส่งเครื่องจักรหนัก – อาหาร ช่วยคนในชุมชน โต้ดราม่า ภูเขาหัวโล้น ชี้ชัด ป่าเขียวอุดมสมบูรณ์ จนท.อุทยาน เข้มงวด แต่เกิดเหตุเพราะฝนตกสะสม ขอให้มาเห็นด้วยตาตัวเอง

วันนี้ (21 ส.ค. 69) น.ส.ปวีณา การศรี หรือครูแนน อินฟลูเอนเซอร์ชาวน่าน ที่ไลฟ์สดขอความช่วยเหลือจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่บ้านฝาย หมู่ 7 ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน พาทีมข่าว The Reporters ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นในชุมชน สร้างความเสียหายกว่า 33 หลังคาเรือน ผู้ประสบภัยกว่า 130 คน ซึ่งมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของ ต่าง ๆ ภายในบ้านได้รับความเสียหายจากน้ำ ต้นไม้ที่หักล้ม และดินโคลนที่มากับกระแสน้ำ

น.ส.ปวีณา พาไปดูจุด ต่าง ๆ ตามชุมชนซึ่งมีดินโคลน เศษซากและกิ่งไม้ที่ตกค้างอยู่ในบ้านเรือน รวมถึงเส้นทางเข้าออกของชุมชนก็ถูกปิดเนื่องจากมีโคลน และเศษต้นไม้ที่ล้มขวางทางจราจร โดยเล่าว่า น้ำมาจากทุกทิศทาง และมาในช่วงเช้ามืดของวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านต่างรีบอพยพ และนำของขึ้นที่สูง เนื่องจากไม่มีการแจ้งเตือน และตนไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้ จึงต้องหาวิธีเพื่อเข้าไปทางหลังบ้าน แต่กระแสน้ำที่เข้ามามีความรุนแรง จึงต้องกอดเสาบ้านเพื่อไม่ให้ตัวเองไหลไปตามกระแสน้ำ

น.ส.ปวีณา ระบุอีกว่า ในชุมชนมีผู้สูงอายุ และผู้พิการค่อนข้างเยอะ ทำให้เคลื่อนย้ายได้ลำบาก จึงตัดสินใจไลฟ์สด และลงคลิปในโซเชียลมีเดีย เพื่อหวังให้คนที่เห็นคลิปประสานหน่วยงานให้เข้ามาช่วยเหลือ โดยในวันเกิดเหตุนั้นโชคดีที่มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 32 ของอำเภอปัว เข้ามาให้ความช่วยเหลือที่เข้ามาช่วยเหลือในกลุ่มเปราะบาง มาช่วยอพยพออกไป

น.ส.ปวีณา ชี้ว่า เหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งรอบนี้เหตุการณ์รุนแรง เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ ซึ่งตอนที่ทราบเกิดจากการที่กำนันตีระฆังแจ้งเตือน เพราะในพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนจากทางการหรือ Cell Broadcast ซึ่งกว่าแจ้งเตือนของภาครัฐจะมาถึงเหตุการณ์ก็เกิดไปแล้ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ อส. จะเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งทางชุมชนก็มีการตั้งจุดรับบริจาค เพราะยังต้องการความช่วยเหลืออีกหลายอย่างทั้งอาหาร และน้ำสะอาดเป็นจำนวนมาก เพราะในชุมชนโดนตัดน้ำประปา และบ้านที่ใช้น้ำบาดาล ก็มีแต่โคลนจึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ รวมถึงอยากได้เครื่องจักรหนักจากส่วนราชการ เพื่อมาใช้ในการเคลียร์เส้นทางให้ชาวบ้าน ซึ่งในพื้นที่ต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟูกว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

น.ส.ปวีณา ระบุอีกว่า ขณะนี้ชาวบ้านในชุมชนยังคงกังวลหวาดผวาทุกครั้งที่มีฝนตกลงมา จึงอยากให้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งนำเครื่องจักรหนักเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งชุมชนต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ทุกชนิด ในการเร่งเคลียร์พื้นที่ให้กับชาวบ้านได้เร็วที่สุด

ส่วนประเด็นดราม่าในโลกโซเชียลในช่วงเกิดอุทกภัยว่าเป็นเพราะปัญหาการทำลายธรรมชาติ ต่าง ๆ และภูเขาหัวโล้นในพื้นที่จังหวัดน่าน น.ส.ปวีณา กล่าวว่า จากส่วนตัวที่เห็นมาและการที่ได้ไปบินพารามอเตอร์ ในอำเภอปัวและในพื้นที่ชุมชนของเราไม่มีภูเขาหัวโล้น ซึ่งมีต้นไม้และพื้นที่สีเขียวเต็มไปหมด และลำน้ำก็มาจากพื้นที่ช่องภูเขาดังกล่าว รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ก็ประกอบอาชีพทำไร่ทำสวนตามฤดูกาลหรือการปลูกข้าว ซึ่งอุทกภัยดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวกับการทำลายป่า แต่เกิดจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก และสะสมกว่า 4 ชั่วโมง รวมถึงยังสะสมก่อนหน้านี้แล้ว 2 สัปดาห์ ทำให้ดินไม่สามารถเก็บน้ำได้อยู่ และเกิดน้ำหลากมาตลอด แต่ไม่ได้รุนแรงเท่าขนาดนี้ ซึ่งการที่ฝนตกกว่า 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ต่อให้ป่าจะอุดมสมบูรณ์ เราก็ไม่สามารถเอาอยู่

อีกทั้ง ชาวบ้านในพื้นที่ก็ทำสวนทำไร่ปลูกข้าว ไม่ได้มีการตัดไม้ บางคนก็ทำงานตามอาชีพข้าราชการ ไม่ได้ประกอบอาชีพในการตัดไม้ทำลายป่า จึงอยากให้ทุกคนได้มาดูและสัมผัสด้วยตัวเองว่าภูเขาในพื้นที่ไม่ได้หัวโล้น มีแต่ต้นไม้ใหญ่ และเป็นป่าดิบชื้นยังมีการหาเห็ดหาหน่อไม้กินอยู่ และเจ้าหน้าที่อุทยานในพื้นที่ก็ค่อนข้างเข้มงวด จึงยืนยันว่าไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างแน่นอน

Related Posts

Send this to a friend