AROUND THAILAND

‘นายกเมืองน่าน’ ชี้น้ำท่วมซ้ำ 3 ปี ต้องแก้ทั้งระบบ เสนอเพิ่ม 6 อ่างกักน้ำ-คลองสายใหม่-ขยายประตูระบายน้ำฝายธงน้อย

หวังลดปริมาณน้ำ พร้อมชื่นชม ‘รัฐมนตรี’ ลงพื้นที่สัมผัสทุกข์ชาวบ้านจริง เชื่อช่วยนำปัญหาไปผลักดันถึงศูนย์กลางอำนาจ

วันนี้ (21 ส.ค. 69) นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่านว่า พายุวิภา ทำให้ระดับน้ำยกระดับขึ้น ขณะที่มีปริมาณน้ำสำรองอยู่ในอ่างแล้ว โดยเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วมต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จึงเกิดคำถามสำคัญว่าปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก จะต้องแก้ไขอย่างไร

นายสุรพล กล่าวว่า ความท้อแท้ใจ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2568 หลังเกิดน้ำท่วมติดต่อกัน 2 ปี ทำให้ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอาหาร มีความคิดที่จะย้ายบ้านหรือย้ายกิจการ เนื่องจากเกิดความสูญเสียจำนวนมาก แต่หลังจากมีการจัดงาน Nan The Legacy of Love และเคานต์ดาวน์ปีใหม่ จึงมีนักท่องเที่ยว เข้ามา ทำให้ประชาชน มีความมั่นใจและคิดว่าสถานการณ์ คงไม่มีอะไร แต่ปรากฏว่าปีนี้ เกิดน้ำท่วมขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ในปีนี้ ความเสียหาย ถือว่าน้อยลง และมีการแจ้งเตือนที่ดี ทำให้ประชาชน สามารถเก็บของและมีเวลาเตรียมตัวได้ จึงยังเชื่อมั่นว่าพื้นที่เมืองน่าน ยังเป็นเมืองแห่งโอกาส ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน การประกอบการ และการย้ายบ้าน โดยสิ่งสำคัญ คือการมีระบบแจ้งเตือนที่มีความแม่นยำ และในระยะยาวต้องแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นายสุรพล กล่าวว่า หากถามว่าน้ำฝนที่ตกลงมาในจังหวัดน่าน 100% สามารถเก็บน้ำได้เท่าใด วันนี้ สามารถเก็บได้เพียง 1% เนื่องจากไม่สามารถเก็บลำน้ำน่านเหมือนในเขตเศรษฐกิจได้ แต่สิ่งที่สามารถทำได้ คือการช่วยเหลือผ่านลำน้ำสาขาทั้ง 16 ลำน้ำ โดยอาจเลือกประมาณ 7-8 ลำน้ำ เพื่อตัดยอดน้ำและทำอ่างเก็บน้ำ

แต่ปัญหา คือพื้นที่ต้นน้ำส่วนหนึ่ง อยู่ในเขตป่าและอุทยาน ซึ่งการขออนุญาต ทำได้ยาก รวมถึงความคิดเห็นของประชาชนที่เข้าไปใช้พื้นที่และปลูกข้าวโพด เมื่อจะขอคืนพื้นที่ก็เกิดปัญหาเรื่องการเยียวยาและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย

“จริง ๆ การทำสำคัญไว้อย่างน้อย ๆ มัน จะช่วยดูดซับน้ำและทำให้เกิดความชื้น และที่สำคัญที่สุดเรา มีน้ำกักเก็บ” นายสุรพล กล่าว พร้อมระบุว่า หากสามารถทำอ่างได้ประมาณ 6 แห่ง จะสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 10% และหากลดปริมาณน้ำได้เท่านี้ ปริมาณน้ำที่เคยเกิดขึ้นในปี 2568 ก็น่าจะลดลงไปเหลือประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์

นายสุรพล กล่าวต่อว่า อีกแนวทาง คือการจัดการที่ปลายทางน้ำ โดยทำคลองเส้นใหม่หรือเพิ่มลำน้ำสายใหม่ เปรียบเหมือนการจราจรที่เมื่อรถติด ก็ต้องสร้างบายพาสเพิ่ม โดยอาจหลบพื้นที่เมืองและเขตเทศบาลออกไป เพื่อให้มีลำน้ำสายใหม่และใช้ประโยชน์กับพื้นที่เกษตรไปพร้อมกัน

ส่วนปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินนั้น นายสุรพล กล่าวว่า ขณะนี้กรมทางหลวง กำลังเวนคืนพื้นที่สำหรับถนนสายบายพาส โดยขอเวนคืนประมาณ 60 เมตร ขณะที่ถนน 4 เลน ใช้พื้นที่ประมาณ 20 เมตร จึงเสนอว่าพื้นที่ที่เหลือ สามารถทำเป็นโครงการพระราชดำริร่วมระหว่างกรมทางหลวงและกรมชลประทาน เพื่อทำคลองเพิ่มอีกหนึ่งสายได้หรือไม่ โดยยกตัวอย่างหาดใหญ่ที่มีคลองช่วยระบายน้ำ และมองว่าหากเป็นไปได้จะสามารถแบ่งน้ำออกได้ประมาณ 10%

สำหรับฝายธงน้อย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มีการพูดถึงในเรื่องการกีดขวางทางน้ำ นายสุรพล กล่าวว่า ทุกคน ยอมรับว่าเป็นปัญหา เนื่องจากประตูระบายน้ำ ค่อนข้างแคบ สามารถรับน้ำได้ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่น้ำที่มาถึงเมืองน่าน อยู่ที่ประมาณ 1,700-2,000 ลูกบาศก์เมตร จึงจำเป็นต้องเพิ่มประตูระบายน้ำ โดยปีนี้ มีการจัดงบประมาณให้แล้ว แต่เห็นว่ายังน้อยเกินไป

นายสุรพล กล่าวว่า ในที่ประชุมสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ได้หารือว่าควรทำประตูระบายน้ำให้มากกว่านี้ โดยเปรียบเทียบกับเขื่อนเจ้าพระยาที่ต้องทำให้เต็มลำน้ำ เพราะเมื่อมีสิ่งก่อสร้างขวางลำน้ำก็ต้องสามารถรองรับน้ำได้ พร้อมระบุว่ามีการรับปากว่าจะปรับแบบ โดยจะไม่นำงบประมาณเดิมไปทิ้ง และจะนำมาปรับปรุงให้เหมาะสม

เมื่อถามถึงบทบาทของเทศบาลเมืองน่านซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำ และความสำคัญของการแก้ปัญหาพื้นที่ต้นน้ำ รวมถึงกระแสดราม่าเรื่องเขาหัวโล้นที่บางฝ่าย ระบุว่าไม่อยากเข้ามาช่วยเหลือคนน่านแล้ว นายสุรพล กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้พยายามแก้ปัญหามาโดยตลอดทุกวิถีทาง แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่ที่ประชาชนใช้หล่อเลี้ยงชีวิต คือการปลูกข้าวไร่ เพราะไม่มีนาและระบบชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝนและสามารถทำการเกษตรได้เฉพาะช่วงฤดูฝน

“การอยู่อย่างแร้นแค้นมัน ไม่มีใครยอมอดตายหรอก เขา ก็ต้องสู้เอา” นายสุรพล กล่าว พร้อมเสนอว่า หากจะให้โอกาสประชาชน อุทยาน อาจต้องปรับรูปแบบให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เปิดโอกาสให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่ให้อุทยานเป็นพื้นที่พักของอุทยานเพียงอย่างเดียว กางเต็นท์และเก็บเงิน แต่ควรให้ชาวบ้าน มีส่วนร่วม เพื่อให้สามารถเปลี่ยนอาชีพและสร้างรายได้รูปแบบใหม่ได้

นายสุรพล กล่าวว่า พื้นที่อุทยาน มีวิวที่สวยงาม จึงอาจพัฒนารูปแบบให้ภาครัฐ ลงทุนทำเป็นรีสอร์ตหรือกิจการด้านการท่องเที่ยว โดยให้ประชาชน เป็นเจ้าของพื้นที่และเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ รวมถึงออกแบบการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้และทำให้ประชาชน ไม่จำเป็นต้องกลับไปปลูกข้าวโพดเพียงอย่างเดียว

ส่วนสาเหตุของน้ำท่วมในแต่ละครั้ง นายสุรพล กล่าวว่า ตน เกิดมาตั้งแต่ปี 2498 และเคยเจอน้ำท่วมใหญ่ในปี 2549 ระดับน้ำประมาณ 8.30 เมตร ก่อนหน้านั้นก็เกิดน้ำท่วม แต่หลังจากฝายธงน้อย สร้างเสร็จในช่วงปี 2548 กลับเกิดน้ำท่วมถี่ขึ้น ทั้งในช่วง 5 ปีหรือ 3 ปี จึงตั้งคำถามว่าหลังจากมีการสร้างฝายแล้วเหตุใดระดับน้ำ จึงสูงขึ้นเรื่อย ๆ

นายสุรพล กล่าวว่า สิ่งกีดขวางลำน้ำจากการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสะพานหรือการวางโครงสร้างต่าง ๆ ล้วนมีผล เมื่อมีการทำระบบป้องกันน้ำท่วมฝั่งหนึ่งและอีกฝั่งหนึ่งก็ทำเช่นกัน น้ำ ก็จะถูกบีบและทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น ขณะที่โครงสร้างการอยู่อาศัยของประชาชน รวมถึงโครงสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ยังมีการศึกษาไม่เพียงพอ

ส่วนการรุกล้ำลำน้ำ นายสุรพล กล่าวว่า แน่นอนว่ามีส่วน แต่การแก้ปัญหาเรื่องป่า เป็นเรื่องปากท้องของประชาชน จึงไม่สามารถบอกให้ไล่คนออกจากพื้นที่ทั้งหมดได้โดยไม่คิดว่า จะให้พวกเขา อยู่อย่างไร จึงต้องหาวิธีค่อย ๆ เปลี่ยน โดยอาจปรับกฎหมายให้เอื้อกับการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม และเปิดโอกาสให้ประชาชน มีรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีศักยภาพ

สำหรับการขุดลอกลำน้ำ นายสุรพล กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานที่ต้องขออนุญาตและมีการวางแผนกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่จนถึงปีนี้บางส่วน ก็ยังไม่ได้ดำเนินการ มีการทำเพียงเล็กน้อย โดยจ้างเอกชนขุดทราย แต่ยังไม่ค่อยได้ผล ขณะที่การทำอ่างเก็บน้ำ ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการอนุมัติงบประมาณ ส่วนเรื่องใบพัดน้ำมีการพูดถึงกันมา แต่ยังไม่เกิดผล และรัฐบาล ก็มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย

นายสุรพล กล่าวถึงการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีในปีนี้ว่า สิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง คือรัฐมนตรี ลงมาถึงพื้นที่และอยู่กับประชาชน ทำให้ได้เห็นปัญหาและรู้ถึงความทุกข์ของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยมองว่าการที่รัฐมนตรี มาอยู่กับพื้นที่จนเห็นตื้นลึกหนาบาง ทำให้เห็นภาพความทุกข์และสิ่งที่ประชาชน กำลังเผชิญ และสามารถนำปัญหาไปผลักดันต่อในส่วนที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางอำนาจ

“ทรัพยากร มันอยู่ที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งผู้มีอำนาจ ไม่เข้าใจไม่รู้ ฟังแบบผิวเผิน ลงมาเสร็จก็กลับ รับรู้จากการรายงานของหน่วยราชการที่อยู่หน้างาน” นายสุรพล กล่าว พร้อมระบุว่า เมื่อผู้มีอำนาจ ลงมาสัมผัสพื้นที่ด้วยตัวเอง จะทำให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และตน ยอมรับว่าการที่รัฐมนตรี ลงมาสัมผัสปัญหาจริง ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำปัญหาของประชาชนไปต่อสู้ในส่วนที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางอำนาจได้

Related Posts

Send this to a friend