โฆษกรัฐบาล เปิดข้อมูลตรวจสอบ สสส. จี้ตรวจเงินลงทุน-การจัดสรรให้เครือข่าย
โฆษกรัฐบาล เปิดข้อมูลตรวจสอบ สสส. รับ มีข้อมูลจากคนแวดวงสาธารณสุข ชี้ ใช้งบเอื้อพวกพ้อง-เครือข่าย กันเงินไว้กินดอกเบี้ย-ลงทุนหลักทรัพย์ กฎหมายชี้ผิดชัดเจน ขอเป็นหัวหอกเดินหน้าตรวจสอบตระกูล ส. ลั่นรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบสาธารณสุข “ไม่กลัวอิทธิพล” ถ้าไม่ใช่หมอจัดการหมอ ไม่มีใครกล้า
วันนี้ (5 ต.ค. 69) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการออกมาตรวจสอบการใช้งบประมาณของ สสส. ขณะที่ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าตรวจสอบ สสส. มีข้อมูลอะไรหรือไม่ถึงการตรวจสอบว่า จริง ๆ เป็นเรื่องที่ตนทำมาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่การเมือง พอมาทำงานการเมืองตั้งแต่ปี 2562 ก็มีข้อมูลที่ได้รับจากการทำงานอยู่พอสมควร มีข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ ทั้งจากคนในและคนนอกแวดวงสาธารณสุข ที่เราติดตามการดำเนินการ สสส. มา 25 ปีแล้ว
เมื่อเทียบกับผลปฏิบัติงานด้านสุขภาพที่มีการตรวจสอบทุก 3 ปี พบว่าข้อมูลปี 2567-2568 คนไทยน้ำหนักเกิน 40% โดย 10% เป็นเบาหวาน และมีคนไทยอีก 20% เป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งคนไทย 1 ใน 3 ก็เป็นความดัน คนสูบบุหรี่ไม่ได้ลด แต่คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น คนดื่มสุราก็หนักขึ้น ขณะที่อุบัติเหตุจราจรก็เท่าเดิม แสดงว่า 25 ปี สสส. งบ 77,000 ล้านบาท มีปัญหาหรือไม่ พอมาถึงปัจจุบันมีการอ้างอิงถึง พ.ร.บ. การเงินการคลัง ที่จะมีการปรับให้เงินทุกบาทที่เป็นรายได้ของรัฐ ต้องเข้าระบบงบประมาณ และมีการไปอ้างว่าเงินที่จะเข้า สสส. 4,000 ล้านบาท ที่ไปใช้ในกองทุนกีฬา กองทุนผู้สูงอายุ และไทยพีบีเอส จะลดลง จะทำให้กองทุนต่าง ๆ หรือบริษัทสุราได้ประโยชน์ มันไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาอธิบดีกรมสรรพสามิตได้ชี้แจง เมื่อมีการแก้ไข พ.ร.บ. เสร็จ สิ่งที่จะทำต่อไป จะมีการออกกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวง เพื่อทำให้เงินก้อนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิม ได้เก็บมาให้รัฐเหมือนเดิม
ส่วนที่หลายคนมองเรื่องบทบาทที่เป็นโฆษกรัฐบาล แล้วออกมาวิพากษ์วิจารณ์เพราะมีวาระซ่อนเร้นเรื่องไทยพีบีเอสหรือไม่นั้น นายเอกภพกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศต่อสภาว่า เงินงบประมาณจะต้องเข้ามาสู่ระบบ และนโยบายการจัดการงบประมาณของปี 2570 ที่เพิ่งผ่านสภา และงบประมาณปี 2571 ที่กำลังจะทำต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และติดตามเงินได้ทุกเม็ด สิ่งที่ทำคือทำในนามรัฐบาล แต่ในส่วนการเสนอกฎหมายเป็นเรื่องของสภา ซึ่งก็แล้วแต่สภาจะดำเนินการอย่างไร
เมื่อถามว่านอกจากตรวจสอบการใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ ยังพบมีการทุจริต หรือหมกเม็ด อะไรหรือไม่ นายเอกภพกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า สสส. มีการรายงานว่ากันเงินไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท เอาไปใช้จ่ายให้ออกดอกออกผล แล้วค่อยทยอยจ่าย แต่บางโครงการมีการชี้แจงว่ามีการอนุมัติให้แล้ว แต่ค่อยทยอยจ่าย ก็หาดอกจากในบัญชีได้
“แต่เราพบว่ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งประมาณหลายร้อยล้านบาท ที่นำไปลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งในทางกฎหมายจะย้อนกลับไปดูไทยพีบีเอสที่เคยมีการไปลงทุนในหุ้นซีพีเอฟ มีการตัดสินและตีความว่ามีความผิด ดังนั้นสิ่งที่ สสส. ทำ เป็นสิ่งที่เราต้องติดตามกันต่อ โดยวันนี้ฝั่งวุฒิสภาก็มีการถามเรื่องนี้เช่นกัน” นายเอกภพกล่าว
เมื่อถามว่า สสส. เป็นองค์กรที่แข็งแรงมีทั้งแพทย์และเอ็นจีโอ การออกมาเปิดเผยข้อมูลแบบนี้ จะสู้ได้หรือไม่ นายเอกภพกล่าวว่า สิ่งที่ตนทำเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ศึกษามา ไม่ได้สู้กับใคร สู้เพื่อประชาชน จริง ๆ แล้วในกลุ่มหมอหรือกลุ่มที่ทำงานด้านสุขภาพ จะเห็นว่าเงินที่ สสส. ใช้ดำเนินการปีละ 4,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ไม่ตกถึงสุขภาพประชาชน ก็ต้องย้อนกลับไปถามว่า 20 ปีที่ผ่านมามีอะไรบ้างที่ประชาชนได้ประโยชน์ และสุขภาพดีขึ้นจากการทำงานของ สสส. ซึ่งน้อยมาก ที่จำได้ก็คือ จน เครียด กินเหล้า, งดเหล้าเข้าพรรษา, สวดมนต์ข้ามปี ซึ่งน้อยเกินไปสำหรับเงิน 77,000 ล้านบาท และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีการพูดคุยกับ สสส. ว่าทำอย่างไรให้เงินที่ สสส. มีการนำมาใช้ส่งเสริมสุขภาพประชาชนให้มากขึ้น
“ถ้าเงิน 4,000 ล้านบาทไปเข้าระบบงบประมาณ โดยที่ไม่ได้จัดสรรให้เครือข่ายกันเอง ก็มีข้อสงสัยว่าที่ผ่านมามีการจัดสรรหรือโอนให้เครือข่ายที่เกี่ยวข้องมากกว่าการกระจายในภาพรวม มีข้อมูลว่าหน่วยงานภาครัฐก็ขอไปเยอะ แต่พอไปดูมันเหมือนหัวโต หน่วยงาน หรือองค์กร หรือเอ็นจีโอ ที่ใกล้ชิดจะได้ไปเยอะ แต่หน่วยย่อยได้หลักแสนหลักหมื่น ซึ่งเมื่อรวมกันดูเหมือนเยอะ” นายเอกภพกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชี้แนะหรือแสดงความเห็นอย่างไรบ้างนั้น นายเอกภพกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องระเบียบวิธีทางการเงินการคลัง รัฐบาลอยากให้เงินงบประมาณทุกบาทส่งผลดีต่อประชาชน
“นายกฯ บอกว่าสิ่งที่เราจะทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อประชาชน และทำสิ่งที่เราไม่กลัว คือไม่กลัวอิทธิพล ที่ผมชอบใช้คำพูดเสมอ และคนในแวดวงสาธารณสุขชอบใช้คำพูดว่ามันมีมาเฟียในกระทรวงสาธารณสุขจริง โดยใช้เสื้อกาวน์เป็นเกราะกำบัง ถ้าไม่ใช่หมอจัดการหมอกันเอง ไม่มีใครกล้า ตรงนี้ผมเป็นหัวหอก ผมไม่ได้ทำงานคนเดียว จะมีกลุ่มที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขก็เริ่มเห็นทิศทางและมาให้ข้อมูล เริ่มออกมาส่งเสียงต่อประชาชน เรามาช่วยกันเถอะ อย่าบิดเบือนข้อมูล บิดเบือนข้อเท็จจริง แล้วเอาเงินภาษีที่ประชาชนควรจะได้ไปถึงสุขภาพประชาชนจริง ๆ สิ่งที่เราทำไม่เฉพาะ สสส. แต่รวมถึง สปสช. และ ส. ต่าง ๆ ก็กำลังปรับเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพจริง ๆ” นายเอกภพกล่าว
เมื่อถามว่าโฆษกมีแบ็ก มีเพื่อนเป็นหมอ และบุคลากรด้านสาธารณสุข จะเดินหน้าตรวจสอบต่อไปใช่หรือไม่ นายเอกภพกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ตนเสนอไว้ก่อนหาเสียงเลือกตั้งว่า สิ่งที่จะทำคือการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งการปฏิรูประบบสาธารณสุขไม่ใช่แค่ตระกูล ส. แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสาธารณสุขต้องมีการปฏิรูปใหม่ทั้งหมด แต่รัฐมีบางส่วนที่กลุ่มหมอหรือบุคลากรสาธารณสุขยังเข้าใจไม่หมด หรือไม่ได้ศึกษาตั้งแต่ต้น ก็พยายามให้ข้อมูล เพื่อให้มีการพูดคุยกันมากขึ้น













