‘สว. นันทนา’ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์ อัดรัฐบาลคิดมักง่าย
หวั่นซ้ำรอยปากบารา ด้าน กมธ. พัฒนาการเมืองฯ เชิญ สนข. เข้าแจงพรุ่งนี้ ปมกั๊กรายงาน EHIA
วันนี้ (20 เม.ย. 69) นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ระบุว่า ดำริของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการเรือธง น่าจะต้องใช้งบประมาณมูลค่า 1 ล้านล้านบาท นับเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ใช้เงินมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยทำมา ปัญหาคือโครงการนี้ไม่เคยถามประชาชน ไม่เคยนำมาเป็นประเด็นหาเสียง ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ไม่ได้นำไปอภิปรายถกเถียงในรัฐสภา ไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง
เมกะโปรเจกต์นี้มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดย EEC ทำท่าเหมือนจะเอาจริง ขยายสนามบินอู่ตะเภา ขยายท่าเรือน้ำลึก เรือ รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน แต่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราได้เห็นอะไรบ้าง ใครสามารถที่จะบอกถึงความแตกต่างระหว่าง EEC กับ Eastern Seaboard เมื่อ 40 ปีก่อน
วันนี้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล คิดจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นวิธีคิดที่มักง่ายและฉาบฉวย บางคนบอกว่าไม่ได้ฉาบฉวยเพราะวางแผนมาเป็นอย่างดี ที่ดินแถวนั้นถูกเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว โครงการดังกล่าวจะสร้างบริเวณพื้นที่ฝั่งที่เชื่อมระหว่างอ่าวไทยติดกับจังหวัดชุมพร และฝั่งที่ติดกับอันดามันคือจังหวัดระนอง แนวคิดนี้ต้องการให้เรือสินค้าเข้ามาฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพรขนถ่ายสินค้าทางรถไฟหรือรถบรรทุกแล้วข้ามมาลงเรืออีกฝั่งอันดามันหรือจังหวัดระนอง เอาแผ่นดินเชื่อมสองฝั่งทะเลเพื่อย่นระยะทางจากเดิมที่ใช้ช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน ประเด็นคือการขนถ่ายสินค้าสามารถย่นระยะเวลา 1-2 วันได้จริงหรือไม่ หมายความว่าเรือที่เข้ามาจะต้องมาไทย สินค้าทั้งหมดต้องนำไปใส่เรืออีกลำ ซึ่งอาจจะใช้เวลา 6-7 วันในการขนถ่ายสินค้า “ขึ้นบกลงเรือ ลงเรือขึ้นบก” เรือขนถ่ายสินค้าทำได้เฉพาะคอนเทนเนอร์ ส่วนเรือสินค้าเทกอง (Bulk) ไม่สามารถทำได้ การขนถ่ายสินค้าขึ้นลง ๆ แบบนี้ อาจจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ซึ่งเป็นการย่นระยะเวลาที่น้อยมาก อาจจะกลายเป็นท่าเรือร้างแบบปากบาราที่ไม่มีใครไปใช้บริการ
เหตุผลที่ต้องคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ประการแรก โครงการนี้ถูกศึกษามาโดยสภาพัฒน์ฯ ซึ่งสรุปแล้วว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าอาจไม่มากพอ ไม่สะดวก ปัจจุบันช่องแคบมะละกามีการสัญจรที่ไม่คับคั่ง มีเรือผ่าน 200-220 ลำ ชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ ผลการศึกษาตรงข้ามกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่บอกว่าคุ้มค่าน่าทำ เป็นโครงการที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้
หากนักเดินเรือต้องการใช้ช่องแคบมะละกา เขายังมีช่องทางอื่น เช่น ผ่านช่องแคบบริเวณอินโดนีเซีย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องยกสินค้าขึ้นในโครงการแลนด์บริดจ์ การสร้างโครงการดังกล่าวจึงไม่คุ้มค่า สร้างขึ้นมาแล้วไม่มีใครมาใช้บริการ การที่นักเดินเรือใช้บริการช่องแคบมะละกา หมายถึงเขาใช้เส้นทางนี้มาเกือบ 200 ปี ทั้งระบบธนาคาร ระบบพ่อค้าคนกลาง ระบบกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการซ่อมบำรุงเรือ และระบบกฎหมายที่โปร่งใส ไม่ใช่สิ่งที่เราจะบอกว่ามีทางเลือกใหม่แล้วเขาจะมาใช้
สิ่งที่สำคัญมากคือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กระทบพื้นที่ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง อาชีพประมงชายฝั่งและอาชีพอื่น ๆ ของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวจะหายไป เราไม่อาจเรียกคืนมาได้หากลงมือทำโครงการนี้แล้ว อีกทั้งปัจจุบันประเทศไทยเรามีสถานะลงทุนโครงการอภิมหาโปรเจกต์ 1 ล้านล้านบาทนี้หรือไม่ ในขณะที่ประชาชนยังยากลำบาก เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่เงินฝืดและเงินเฟ้อ มีการกู้เงินมา 70% ของ GDP แต่รัฐบาลพยายามจะกู้เงินเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าการกู้เงินจะเอามาใช้จ่ายในโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของประชาชน
เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางมากกว่ามองประโยชน์ของพวกพ้องเป็นสำคัญ อย่าทำให้ประชาชนเสียเวลาอีกเลย พอแล้วประชาชนไม่ไหวแล้วจริง ๆ เราขอคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์นี้เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวต่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีนักวิชาการมากมายออกมาวิพากษ์เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง สว. เคยเชิญทั้ง สนข. และสภาพัฒน์ฯ มาชี้แจงเกี่ยวกับรายงานผลการศึกษา ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเป็นที่สงสัย เพราะฉบับหนึ่งบอกว่าคุ้มค่า อีกฉบับบอกว่าไม่คุ้มค่าเลย น้ำหนักเหตุผลทางวิชาการไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปได้
รายงานของ สนข. เห็นถึงข้อบกพร่องในเชิงกระบวนการและเนื้อหารายงานหลายจุด ซึ่งคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ กำลังทำข้อเสนอเพื่อที่จะนำเสนอสู่รัฐสภาภายในสมัยประชุมนี้ อย่างไรก็ตามยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่ง สนข. ปฏิเสธที่จะให้รายงานฉบับนี้กับประชาชน ทั้งที่ควรเป็นรายงานสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งได้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าวาระของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ในวันพรุ่งนี้แล้ว (21 เม.ย. 69)
นายนรเศรษฐ์กล่าวต่อว่า ถ้ารัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าโครงการนี้ให้ได้ เชื่อว่าประเทศไทยต้องการเครื่องยนต์ตัวใหม่ ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ เพราะเราไม่สามารถอยู่กับเศรษฐกิจรูปแบบเดิมได้ แต่โครงการแลนด์บริดจ์มีคำถามเยอะมากในเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบต่อพื้นที่
“ผมคิดว่ายังเป็นการเร็วเกินไปที่จะสั่งเดินหน้าในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ จะต้องมีรายงานที่มีความเฉพาะ ควรมีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้ พวกเราขอคัดค้านการที่รัฐบาลจะเดินหน้าในโครงการนี้”












