‘ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์’ หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
ชวนทุกฝ่ายร่วมออกแบบการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนใต้ ย้ำปกครองตนเอง-แบ่งแยกดินแดนไม่มีแล้ว พร้อมตั้งคณะทำงานหารูปแบบที่เหมาะสม เผยยังคุย BRN แต่หยุดชะงัก หลังเหตุโจมตีบูเก๊ะซามี รอมาเลเซีย ตั้งผู้อำนวยความสะดวกและคุยกับทุกกลุ่มรวมถึงคนไทยทั้งประเทศ
วันนี้ (12 ก.ย. 69) นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ The Reporters ถึงแนวทางการพูดคุยเพื่อสันติสุข หลังจากได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และหลังจากเกิดเหตุรุนแรงตั้งแต่เหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 69 และเหตุรุนแรงกว่า 70 จุดในช่วงวันที่ 22-23 ส.ค. 69 โดยยืนยันว่า การพูดคุย ยังมีอยู่ แต่เหตุที่ชะลอไป หลังเกิดเหตุโจมตีบูเก๊ะซามี เพราะถือเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ จึงได้มีจดหมายสอบถามไปยังขบวนการ BRN ว่าทำไมจึงมีการก่อเหตุในระหว่างที่ยังมีการพูดคุยกันอยู่ ประกอบกับทางมาเลเซีย อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผู้อำนวยความสะดวก จึงทำให้การพูดคุยชะลอไปก่อนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
“การพูดคุยยังมีครับ ยังมีอยู่ แต่หลังเกิดเหตุที่ระแงะ ได้ถามไปยัง BRN ว่า คุยกันอยู่ดี ๆ มีทิศทางไปได้ดี แต่มีการก่อเหตุ ซึ่งปกติ ก็มีการก่อเหตุในภาคใต้มีต่อเนื่องอยู่แล้วถ้าจังหวะอำนวย แต่การก่อเหตุที่ใช้ความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ต้องถามกันก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น คิดอะไรอยู่ หรือมีมาตรการอะไรมาเพิ่ม ถึงก่อเหตุหนักขนาดนี้ จึงส่งจดหมายถามเขาไป ว่ามีเหตุผลอะไร การมีจดหมายไปถามก็หมายถึงการชะลอการพูดคุยไปโดยปริยาย แต่ไม่ได้หมายความว่าการพูดคุยกับการติดต่อสื่อสารจะไม่เกิดขึ้น การสื่อสารยังมี แต่การพูดคุยก็ต้องเริ่มอีกครั้ง และเป็นจังหวะเดียวกับที่มาเลเซีย จะเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก จึงใช้โอกาสที่มีการก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่เรา ก่อเหตุอุกฉกรรจ์กลางเมือง และการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซีย ก็ชะลอไปก่อนระยะหนึ่ง แต่ยังสื่อสารและติดต่อกันตลอดเวลา”
-การพูดคุยกับ BRN ยังมีอยู่ แต่หยุดชะงักไปหลังเหตุบูเก๊ะซามี
นายฐนัตถ์ กล่าวย้ำว่า เหตุที่ชะลอการพูดคุย เพราะการโจมตีที่บูเก๊ะซามี เป็นเหตุอุกฉกรรจ์ เป็นเรื่องใหญ่ ความสูญเสียทหารพรานและครอบครัว เป็นเรื่องใหญ่ อย่างเมื่อคืนวันที่ 10 ก.ย. 69 จากเหตุวิสามัญฆาตกรรมผู้ก่อเหตุรุนแรง 2 ราย ก็สูญเสียทุกฝ่าย การพูดคุย ต้องมีอยู่ อย่างเหตุที่นราธิวาส ก็มีการแสดงพลัง ไม่เห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม แต่ต้องถามด้วยว่าการที่เจ้าหน้าที่ วิสามัญผู้ก่อเหตุได้ เหตุใดจึงต้องมีการออกมาในทางทำลายภาพลักษณ์ของภาครัฐมากกว่า ไม่ได้ออกมาเชิงบวก ดังนั้นถ้าจะยุต่อเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต ต้องมีการพูดคุยกันต่อไป และหาทางปรับปรุงแก้ไขทั้งสองฝ่าย
“BRN ไม่ตอบเป็นหนังสือ แต่ส่งสัญญาณมาแล้ว จริง ๆ ก็รู้ คติง่าย ๆ คนก่อเหตุ ก็คือก่อเหตุ จะบอกว่าก่อเหตุนะ บางครั้งการสื่อสารก็เข้าไม่ถึง ยกตัวอย่าง กว่าปากีสถาน จะคุยกับทุกฝ่ายให้สหรัฐฯ กับอิหร่าน หยุดยิงกัน ต้องใช้เวลานานแค่ไหน นั่นคือรัฐต่อรัฐ อย่างเรา ก็มีช่องทางที่ต้องคุยกัน อยู่ในไทย หรือต่างประเทศ ในป่าบ้าง ก็ติดต่อกันยากพอสมควร เมื่อสบช่องก่อเหตุเขา ก็ก่อ เขา อาจไม่รออะไร”
ส่วนเหตุการณ์ 22 ส.ค. 69 เกิดคืนเดียวกว่า 50 จุด หัวหน้าการพูดคุยฯ ไม่ได้ส่งหนังสือสอบถามไปยัง BRN เพราะการส่งหนังสือจะสอบถามในเรื่องใหญ่ ซึ่งเหตุ 22 ส.ค. มีสิ่งบอกเหตุหลายอย่าง หน่วยในพื้นที่ ก็รู้ ต้องให้เวลาได้ผลนิติวิทยาศาสตร์ก็จะรู้คนกลุ่มไหน
-การพูดคุยยังจำเป็นเพื่อยุติความรุนแรงระยะยาว
นายฐนัตถ์ กล่าวว่า การพูดคุยคือการทำให้เหตุต่าง ๆ ยุติระยะยาว ทำให้สันติสุขเกิดขึ้นระยะยาว มีคำพูดว่า ฝ่ายเขา รบเท่าไหร่ก็ไม่ชนะ ฝ่ายเรา ปราบเท่าไหร่ เขา ก็ไม่หมดเสียที จึงกลับไปหาทางที่ต้นเหตุว่า นโยบายรัฐ เป็นอย่างไร เมื่อนายกรัฐมนตรี มาตั้งตนเป็นหัวหน้าการพูดคุย ตน ก็มาทบทวนว่านโยบายเรา เป็นอย่างไร จึงไปคุยทุกกลุ่มในพื้นที่ว่าอยากให้ทางออกเป็นทางไหน ซึ่งเขา เรียกร้องความปลอดภัยในทรัพย์สินและยาเสพติดเป็นอย่างไร ตน ก็มีหน้าที่ไปบอก BRN ถ้าไม่เชื่อก็จะเอาคนในพื้นที่จริงมาคุยเลยไหม เมื่อมาคุยกันว่า เหตุที่คุณ มาก่อเหตุ เพราะอะไร ก็จะมาถามว่า อยากจะจบยังไง
“ผม ชวนคุณฐปณีย์ คิดว่า ถ้าเรา เป็นผู้ถูกปกครอง อะไรที่ทำให้เรา สบายใจบ้าง ว่าจะมีนโยบายแบบไหน ใช้ชีวิต การศึกษาแบบไหน เรา ทำมาแหละ แต่ต้องทบทวนว่าทำไมมีการก่อเหตุ และมีตัวแทนคนเหล่านั้นมาก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถ้ายังเกิดเหตุอยู่ แปลว่า เขา ทำไปเพื่ออะไร ถ้าสื่อสารอย่างเดียว เขา สื่อสารว่าอะไร เรา ก็ถอดรหัสได้ แต่ถ้าไม่มีการพูดคุยเกิดขึ้นเลย พอเกิดเหตุแล้วไปไล่ปราบไล่จับ ไล่ยิง ก็เหมือนเดิม แต่ถ้าเรา มองเขาเป็นพลเมืองเหมือนกัน การสูญเสียพลเมือง สูญเสียเจ้าหน้าที่รัฐ จะเกิดเหตุอีกหรือไม่”
-ชวน BRN และทุกฝ่ายคุยถึงความต้องการนโยบายจากรัฐ
“ก็มาชวนคิดว่า ถ้าเรา เป็นผู้ถูกปกครอง อะไรที่เรา อยู่แล้วสบายใจ เป็นสิ่งที่นโยบายของรัฐควรไปทางนั้นมากกว่า ผม เลยอยากจะชวน BRN คุยในครั้งหน้าว่า เรา มาออกแบบดีกว่าว่าถ้าผู้ถูกปกครอง อยากอยู่ด้วยความสบาย รัฐ ต้องคุยนโยบายว่าจะแก้ปัญหาพวกเขา”
-เขตปกครองตนเองและแบ่งแยกดินแดนไม่มีแล้ว
นายฐนัตถ์ เปิดเผยว่า ตน อยากชวนคนในบ้านเราคิดด้วยว่า คือตอนนี้ไม่มีแล้วคำว่า เขตปกครองตนเอง แบ่งแยกดินแดน ไม่มีแล้ว แต่มาคุยว่าอะไรเป็นการออกแบบนโยบายที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยคนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมถึงคนทั้งประเทศ เรื่องนี้ ต้องไปจบที่รัฐสภา รัฐบาล และจบที่ สมช. ก่อนว่า ถ้าเรา เอาแบบนี้ สมช. เห็นด้วยไหม คณะผู้แทนพิเศษ เห็นด้วยไหม แล้วมาที่คนในพื้นที่ ต้องมาคุยว่าอยากจะแก้ปัญหาให้ผู้ถูกปกครองอย่างไร
-หัวใจสำคัญการพูดคุยครั้งต่อไป จะชวนมาออกแบบการบริหารจัดการพื้นที่ที่เหมาะสม
นายฐนัตถ์ ยอมรับว่า การยุติความรุนแรง เป็นขั้นตอนสากล ทุกกระบวนการสันติภาพทั่วโลก ต้องเริ่มจากการยุติความรุนแรงก่อน คือสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ยุติความรุนแรงกันก่อน แต่ของเรา ยังไม่ได้ อาจมีปัญหา เพราะถ้าบอกยุติความรุนแรงก่อนแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น อย่างเราให้ยุติความรุนแรงในพื้นที่กี่อำเภอ ฝ่ายความมั่นคง เห็นตรงกันว่า ต้องไม่มีความรุนแรงทุกอำเภอ จึงต้องกำหนดพื้นที่กันก่อน แต่ถ้ามีใคร เข้ามาก็ต้องจับ
“เมื่อมีเหตุอุกฉกรรจ์ มีเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต เรา จะมาหยุดยิงกันง่าย ๆ ไม่ได้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ก็ต้องติดตาม ใคร ทำอะไรที่ไหน ต้องคุยเรื่องจะมีพื้นที่ปลอดภัยว่าไม่มีพื้นที่เกิดเหตุใด ๆ เลย แต่ต้องเป็นเรื่องรองแล้ว มาคุยกันเรื่องหลัก มาคุยกันเรื่องดีไซน์ ว่า เท่าที่คุยกันมา 2 หน ส่งจดหมายหากัน ผม พบว่าสิ่งที่เขา อยากเห็นคือเรา จะมีนโยบายแก้ปัญหาภาคใต้ที่ยั่งยืน”
นายฐนัตถ์ เห็นว่า นโยบายเหล่านี้ ต้องมาจากคนในพื้นที่ต้องฟังทุกฝ่าย ทั้งไทยพุทธ มุสลิม หรือขบวนการในต่างประเทศ ว่า จากสถานการณ์ยังมีความเสี่ยงที่จะก่อเหตุ เยาวชนวัยรุ่นถูกจับ คนก่อเหตุ นักรบ ก็ถูกวิสามัญฆาตกรรม ดังนั้นเรา มาคุยกันก่อนว่า อยากให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่แบบไหน เป็นดินแดนอุตสาหกรรม การค้าการลงทุน มาออกแบบกันว่า อยากเห็นอะไร หรืออยากเห็นดินแดนศาสนา ต้องมาคุยกันว่า จะศึกษายังไง เรื่องภาษาไทย ที่ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งอาจเริ่มภาษามลายู อาหรับ ทางศาสนา และภาษาไทย ที่ต้องแข่งขัน มีโอกาสในการทำงาน แต่ถ้าที่เป็นอยู่ จะแข่งขันภาคอื่นอย่างไร ต้องถามกันใหม่ คุณ จะเรียนอะไรในอนาคต
-นโยบายที่ต้องถามกับประชาชนน่าจะสำคัญและเป็นหัวใจการพูดคุยครั้งต่อไป
นายฐนัตถ์ กล่าวว่า หากดูคลิปของ ดร.นิมะตุลลา เซรี โฆษกคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพของ BRN ตน ต้องถามไปว่าคลิป ดร.นิมะ ออกมาเมื่อไหร่ เพราะที่คุยกันบนโต๊ะไม่มีเรื่องนี้เลย อย่างฝ่ายไทย มีปฏิบัติการข่าวสาร โยนมา ก็วิจารณ์กันว่าอย่าคุยเพราะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเคยมีคนบอกตนว่า การพูดคุย ต้องเผชิญกับหลายอย่างโดยเฉพาะจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม จากการเป็นรัฐเดี่ยวที่แบ่งแยกไม่ได้ จะเจอการต่อต้าน เรื่องนี้เป็น Story ที่ยาว ต้องยอมรับว่าความฝันในการแบ่งแยกดินแดน เกิดขึ้นจริง แต่เป็นไปไม่ได้เลยเสนอไปตามนั้น
-หลักการพูดคุยที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนเป็นไปไม่ได้
นายฐนัตถ์ เปิดเผยด้วยว่า ที่ผ่านมาการพูดคุย จะมุ่งไปที่การยุติความรุนแรง ซึ่งถ้าไม่ก่อเหตุจะแลกด้วยอะไรมีแค่นี้ ตน จึงอยากถามว่าถ้าจะมีการดีไซน์ว่าไม่มีการแบ่งแยกดินแดนนะ จะปกครองพิเศษแบบไหน แต่ถ้าจะปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เพื่อแลกกับการหยุดยิงหรือวางอาวุธ แต่ของตนไม่ใช่แบบนี้
“ผม แลกด้วยนโยบายด้านอื่น รัฐ พึงมีนโยบายใดบ้าง เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นโยบายที่แลกกับการหยุดยิงและอาวุธ ไม่ใช่คุณ อยากได้อะไร จะจัดการให้ แต่ต้องมาจากความต้องการของคนในบ้านเรา ผม ยังไม่หยุด จะหาต่อว่าทุกคน ต้องการอะไร”
นายฐนัตถ์ เปิดเผยถึงแนวคิดที่อยากชวนทุกฝ่าย มาร่วมออกแบบการบริหารจัดการพื้นที่ โดยชวนคิดถึง กทม. และเมืองพัทยา ซึ่งยังไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด อย่างรถเมล์ใน กทม. ยังเป็น ขสมก. ดูแลการจัดการสาธารณสุข การศึกษา ก็ไม่ได้ดูแลเอง พื้นที่นี้ถ้าคุณ ต่อต้านการปกครองท้องถิ่นแบบนั้นแสดงว่าต่อต้านการปกครองส่วนภูมิภาคสิ การปกครองไทย มี 3 แบบ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น ตน จึงอาจชวนเขาคุย และทุกคน คุย ว่าใน จชต. ถ้าอยากเป็น กทม. 2 หรือ กทม. ใต้ ใคร จะดูแลขนส่งมวลชน สาธารณสุข การต่างประเทศ ถ้าจะปกครองตนเอง จะทำอย่างไร
-การแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐเอกราชขึ้นใหม่ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย
“ผม ว่ารัฐในโลกนี้ การแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐเอกราชขึ้นใหม่ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าง กทม. มี รร. มี รพ. กี่แห่ง คนที่เหลือทำไมต้องมาต่อคิว ตี 5 เพื่อมาหาหมอที่ รพ.รามา รพ.ราชวิถี ผม เลยอยากชวนว่า มาดีไซน์ร่วมกันไหม BRN และประชาชนในพื้นที่ ทั้งประเทศ มาคุยกันถึงนโยบายศาสตร์”
-แนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม
นายฐนัตถ์ กล่าวย้ำว่า การชวนคุยถึงแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม ต้องถามคนทั้งประเทศด้วย ตอนจบของเรื่องต้องถาม สมช. รัฐสภา ประชาชน เรา จะเอายังไงกันต่อกับปัญหาภาคใต้ ถ้า BRN บอกวางอาวุธ แต่กลุ่มอื่น ไม่ยอม เรา จะมาออกแบบร่วมกันอย่างไร
“ถ้านโยบายที่ออกมาดี การศึกษา การพัฒนา เศรษฐกิจ ออกจากรัฐโดยประชาชนมีส่วนร่วม การยุติความรุนแรง อาจไม่ต้องตกลงกันก็ได้ เพราะประชาชน มีความสุขแล้ว ส่วนถ้าประชาชน มีความสุข แต่ BRN ยังก่อเหตุอยู่ ก็ไม่ถูก แต่ถ้ายังมีการละหมาด แห่ศพ กันอยู่ ผม จึงเชื่อว่า การพูดคุยต้องไปถึงการทำงานร่วมกันอย่างไร”
-13 ปีกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพทำมาดีแล้ว
นายฐนัตถ์ เปิดเผยว่า ตน เดินทางลงไปทำงานใน จชต. ตั้งแต่ปี 2547 ตอนนั้นมีเหตุฆ่าปาดคอพระ ถือว่ารุนแรง ไม่นับเหตุที่ตากใบ ตน เห็นประชาชนมาเกาะรั้วตะโกนหาพี่น้องเขา ตน ก็เห็นว่าไปต่อยากแล้ว และพอมาหลังมีการพูดคุยเพื่อสันติสุข ก็ต้องยอมรับว่าการก่อเหตุ ลดลง แปลว่าการพูดคุยในอดีต ทำมาดีแล้ว
“ผม มาก็ขมวดพอดี ผม จึงอยากชวนเขาคิดว่ามาดีไซน์ กระบวนการจัดการพื้นที่กันใหม่ไหม เพราะการปราบปราม ยังต้องมี เพราะเรา คุมใครไม่ได้”
นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ไม่ใช่การ Reset กระบวนการพูดคุยใหม่ เพราะไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้าง แต่เปลี่ยนวิธีการมากกว่า เพื่อให้ได้ข้อสรุปบางอย่างแล้วมาคุยต่อ ตน ทำงานหนักหน่อย ไปคุยทุกกลุ่ม ไม่ใช่มาคุยแล้วกลับมาถามอีก แสดงว่าเรา ไม่แสดงความเป็นเอกภาพในการพูดคุย ถ้าผิดพลาดตน ก็รับผิดชอบไปคนเดียว
“อย่างผม คุยเรื่องนโยบาย ผม ต้องมาหา Policy maker ในบ้านเรามีใครบ้าง ไม่ง่าย เหนื่อยหน่อย แต่ภาพทำให้เขารู้สึกว่าเรา มาด้วยความเข้มแข็งมั่นคง ท่าทีของเราแบบนี้ได้ผลคุ้มค่าจริง เรา แห่ไปคุย แต่ผลมาถามในบ้านเราอยู่ดี นี่เป็นวิธีการของผม”
-เปิดคุยทุกกลุ่ม แต่ไม่ใช่การขึ้นโต๊ะแบบเดิม
สำหรับการพูดคุยยังเป็น BRN เป็นหลัก แต่อาจมีทุกกลุ่ม อย่างที่ PULO ก็มาแสดงตน นายฐนัตถ์ ย้ำว่าไม่ปฏิเสธ เปิดรับทุกกลุ่ม แต่ขอทยอยคุย ไม่ได้ขึ้นโต๊ะแบบเดิม แต่อยู่ภายใต้แนวคิดว่าเรา จะดีไซน์นโยบายระบบบริหารจัดการภาคใต้อย่างไร ไม่มีใครจะมาก่อเหตุเพื่อต่อรองได้ ฝ่ายความมั่นคง ต้องเข้มแข็ง ปราบปรามไป และเรา คงไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล ส่วนพูดคุยก็คุยไป
“ไม่เชิง Reset แค่ปรับนิดหน่อย เอาความคล่องตัวเป็นตัวตั้ง เอายุทธศาสตร์มาเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่มาต่อรองว่าวางอาวุธเอาอะไรมาแลก ประเทศไทย ไม่มีอะไรให้แลกนะ จะแลกด้วยอะไรผม ยังนึกไม่ออกเลยนะ จะเป็นอะไร จะเป็นแบบพัทยาเหรอ มาศึกษากันดีกว่า แต่ไม่ใช่เขตปกครองพิเศษ ก็ต้องมาคุยกัน ผม จะคุยแบบนี้ แต่เขา จะคุยไหม ไม่ทราบ เพราะจะให้คุยหยุดยิงคงไม่คุยแล้ว มันเชยแล้ว ถ้ารับปากแล้วทำไม่ได้ ก็ไม่มีเครดิต ทั้งฝ่ายเขา ฝ่ายเรา”
-ถ้าหลักการ BRN อยากคุยการปกครองตนเองก็ให้มาตั้งคณะทำงานศึกษา
ส่วนกรณีหาก BRN ต้องการจะคุยถึงการปกครองตนเอง นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ก็จะชวนตั้งคณะทำงานเลย มาดีไซน์ ร่วมกัน เชิญทุกฝ่ายมาคุยกัน และถามคนไทยทั้งประเทศ หรือ สส. ช่วยกันคิดว่าจะออกแบบกันอย่างไร ตน ยินดีคุยกับทุกฝ่าย
-ส่งสัญญาณระหว่างรอมาเลเซีย ตั้งผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่
นายฐนัตถ์ กล่าวว่า การพูดคุยครั้งต่อไปตามหลักการ ต้องรอทางมาเลเซีย ตั้งผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ แต่เชื่อว่า การให้สัมภาษณ์วันนี้ก็เป็นการส่งสัญญาณถึง BRN อาจจะมีการติดต่อกลับมา เพราะเชื่อว่า BRN ก็อยากพูดคุย ที่ผ่านมา เรา ก็ผ่านขั้นตอนการไว้วางใจมาแล้ว การพูดคุย 13 ปีที่ผ่านมาทำมาอย่างดี ตน ก็มาทำต่อ เพราะการพูดคุยยังจำเป็น และเรา ยังเห็นคนรุ่นใหม่ ที่ยังเติมเข้าสู่ขบวนการ เป็นสัญญาณที่จะต้องมาคุยกัน เพราะตราบใด ยังไม่มีความยุติธรรม ยังมีกฎหมายปิดปาก ไม่ถูกป้ายสี สังคมไทย ก็ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้นโยบายความมั่นคงแล้วว่า การอำนวยความยุติธรรม เป็นเรื่องสำคัญ
รายงาน : ฐปณีย์ เอียดศรีไชย
ภาพ : ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์














