‘อภิสิทธิ์’ จี้ กกต. ยึดบรรทัดฐาน ศาลฎีกา ชี้ขาดคดีฮั้ว สว.เตือนหากสองมาตรฐาน ยิ่งตอกย้ำ กกต.คือดอกไม้พิษ
วันนี้ (11 ก.ย.69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 14 ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดยระบุว่าเพื่อป้องกันความสับสนในสังคม และเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ กกต. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ทั้งยังครอบคลุมไปถึงการมียื่นเรื่องประกอบมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุน และมาตรา 77 เรื่องการซื้อเสียงหรือจัดเลี้ยง
นายอภิสิทธิ์ ได้ลำดับบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลฎีกาและแนวทางที่ กกต. เคยยึดถือมาในอดีต ตั้งแต่การเลือก สว.ปี 62 และคดีต่าง ๆ ในการเลือก สว.ปี 67 ที่ผ่านมา ดังนี้
1. คำสั่งศาลฎีกา วันที่ 5 ส.ค. การแลกเปลี่ยนคะแนนและการสมยอมจับคู่ลงคะแนน แม้จะเป็นเพียงการติดต่อคุยกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อขอแนะนำตัวหรือแลกคะแนน ก็ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เลือกจากความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างเป็นอิสระ
2.คดีเดือน ก.ย.68 กรณีตกลงเลือกไขว้และเสนอตำแหน่งให้กัน ซึ่งศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงอีกคดีในวันที่ 22 ก.ย. ที่มีการจับคู่กลุ่มแลกคะแนนและจัดเลี้ยง ซึ่งศาลระบุชัดว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น
3. คดีเดือน พ.ย.กรณีโทรศัพท์ชักชวนให้ลงคะแนนพร้อมเสนอเงินให้แก่กัน ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ์ และอีกคดีในวันที่ 26 พ.ย. กรณีส่งข้อความขอแลกคะแนน “ดูแลผมด้วย”
4.คดีเดือน ธ.ค.68 กรณีขอแลกเปลี่ยนคะแนนแลกผลประโยชน์ และคดีโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 ก.ย.นี้ มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต. เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หาก กกต. ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรรมการ กกต. 4 คน ที่มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าประชุม ทางออกเดียวตามหลักนิติธรรมคือ กกต. ต้องมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยแทน
สำหรับกรณีที่มีการอภิปรายในสภาอ้างเรื่อง ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ โดยระบุว่าการสอบสวนของ DSI ไม่ชอบนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในกรณีของอดีตรัฐมนตรี พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนายภูมิธรรม เวชยชัย แล้วว่า กระบวนการของอนุกรรมการฯ และ DSI ไม่ได้มีสิ่งใดผิดกฎหมาย ในทางกลับกัน หาก กกต. วินิจฉัยแบบ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. นั่นแหละจะกลายเป็นผลไม้พิษ ที่เกิดจาก กกต. ซึ่งเป็นดอกพิษ อันมาจากวุฒิสภาที่เป็นกิ่งก้านพิษ และพรรคการเมืองที่ครอบงำ สว. ซึ่งเป็น ต้นไม้พิษ
“เมื่อวานในการอภิปรายในสภามีผู้ที่มีความพยายามจะมาปกป้องปัญหาการดำเนินการในเรื่องนี้โดยใช้คำว่าเกิดผลไม้พิษจากต้นไม้พิษที่มาจากการเริ่มต้นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ก็อยากจะเรียนว่าผู้พูดทำไมไม่ดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีคนไปร้อง ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัย กรณีของ อดีตรัฐมนตรี ทวี สอดส่อง กับ นายภูมิธรรม ก็ได้วินิจฉัยไว้ชัด ว่ากระบวนการของการดำเนินการของอนุ 26 ที่มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการดำเนินการของ กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่ผิด ควรที่จะ ยึดถือแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ตรงกันข้ามถ้า กกต. ในวันที่ 14ใช้ 2 มาตรฐานคำวินิจฉัยของ กกต. นั่นแหละจะเป็น ผลไม้พิษ จาก กกต.ซึ่งเป็น ดอกพิษที่มาจากวุฒิสภา ที่เป็นกิ่งก้านที่เป็นพิษที่มาจากพรรคการเมืองที่พยายามไปครอบงำวุฒิสภาที่เป็น ต้นไม้พิษต่างหาก แต่ที่ผมกลัวคือผลไม้พิษลูกนี้ไม่ใช่ผลไม้พิษธรรมดา แต่จะมีลักษณะของการเป็นโรคติดต่อ เพราะจะเป็นตัวที่ทำลายระบบการเมือง เปรียบเสมือนเป็นการลบล้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า หากวันที่ 14 ก.ย.นี้ กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย (กลุ่ม สว. สำรอง) เพื่อนำคดีขึ้นสู่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป
ช่วงตอบคำถามสื่อมวลชน เกี่ยวกับกรณีที่ภาคประชาชนและกลุ่มต่าง ๆ เช่น ไอลอว์ หรือกลุ่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล นัดหมายเคลื่อนไหวชูประเด็นความยุติธรรมนั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าสังคมอยากเห็นความถูกต้อง และไม่อยากให้ระบบถูกครอบงำบนความไม่ถูกต้อง ซึ่งคดีนี้ในเชิงกฎหมายมีความชัดเจนมาก จึงอยากเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงเพื่อไม่ให้เกิดชนวนความขัดแย้งรุนแรงในสังคม













