‘อนุสรณ์’ ไม่เห็นด้วยนิรโทษกรรมไม่รวมคดี ม. 112 ทั้งที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้งทางการเมือง
‘อนุสรณ์’ ไม่เห็นด้วยนิรโทษกรรมไม่รวมคดี ม. 112 ทั้งที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้งทางการเมือง ชี้ หากปล่อยผ่าน สังคมได้รับผลกระทบรุนแรง
วันนี้ (8 ก.ค. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสันติสุข พ.ศ. … หลังจากที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภา เนื่องจากก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และสร้างบรรยากาศความปรองดองสมานฉันท์ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคตได้อีก จึงขอยืนยันร่างของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปิดกว้างและมีความเหมาะสมมากกว่า ทุกคนในสังคมไทย หากอดทนแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยกลไกรัฐสภา ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เราก็จะไม่มีรัฐประหาร 2 ครั้ง ไม่มีผู้คนในบ้านเมืองนี้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ไม่มีวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ไม่มีการปิดสนามบิน ไม่มีการปิดทำเนียบ ไม่มีการล้อมปราบประชาชนเมื่อปี 2553 และไม่จำเป็นที่จะต้องมานิรโทษกรรม วันนี้เราคงอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว คุณภาพชีวิตของประชาชนก็จะดีขึ้น เยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่เคลื่อนไหวเมื่อปี 2563 หลายคนเป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ ก็ไม่ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ไม่ต้องติดคุกเสียอนาคต
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์กล่าวว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เรามีรัฐประหาร 2 ครั้ง โดยได้นิรโทษกรรมตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ประชาชนรักชาติจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้รับนิรโทษกรรม บางคนอาจจะเห็นต่างทางการเมือง เห็นต่างจากผู้มีอำนาจรัฐ บางคนเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจต่อประเทศชาติ บางส่วนอาจมีการจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม สังคมจะเดินหน้าได้เราต้องให้อภัย แต่เราต้องไม่ลืมที่จะศึกษาบทเรียนไม่ให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์ยังย้อนไปถึงรัฐประหารปี 2557 เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่าง ๆ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว นิสิตนักศึกษา ที่ออกมาต่อต้านการทำรัฐประหาร การเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่ม คสช. เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีศูนย์กลางแน่นอน ชัดเจน เพราะเป็นพลังบริสุทธิ์ของคนหนุ่มสาวที่หวังดีต่อประเทศ และอยากให้ประเทศนี้มีนิติรัฐ นิติธรรม และเป็นประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของพวกเขาไม่ได้จัดตั้งแบบ นปช. เสื้อแดง พันธมิตร ประชาชนเสื้อเหลือง หรือกลุ่ม กปปส. ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ แต่คือคนหนุ่มสาวที่รักชาติ รักแผ่นดิน รักประชาธิปไตย การรัฐประหารครั้งนั้นนำประเทศไทยกลับสู่การปกครองแบบเผด็จการทหารอีกครั้ง ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมา 94 ปีหลังจากที่คณะราษฎรได้เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น เราอยู่ในระบบเผด็จการทหารมายาวนาน ที่เรามีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงทำให้คณะรัฐประหารต้องปรับตัวเข้ากับยุคใหม่ แต่ก็มีนวัตกรรมทางการเมืองของระบอบอำนาจนิยม จารีต อนุรักษนิยม ปรปักษ์ประชาธิปไตย สร้างนิติสงคราม ยัดข้อหามาตรา 112 มาตรา 116 มาตรา 110 และมีนิติรัฐประหารด้วย ทำให้นายกรัฐมนตรีหลายคนที่มาจากการเลือกตั้งต้องตกจากเก้าอี้ไปหลายคน แทนที่การเปลี่ยนผู้นำต้องมาเปลี่ยนที่รัฐสภา ไม่ใช่ไปเปลี่ยนที่อื่น ไม่ใช่ตั้งนายกฯ ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และไม่ควรทำให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งต้องจากอำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย อย่างล่าสุดปล่อยข่าวว่าจะมีคนที่มีชื่อ ศ. นำหน้าจะมาแทนนายกฯ อนุทิน ซึ่งทำงานได้ไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นถึงประชาธิปไตยของประเทศที่มีปัญหาอย่างแน่นอน
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 และการเลือกตั้งปี 2562 เป็นไปเพื่อการรองรับอำนาจรัฐประหารของ คสช. และสร้างความชอบธรรมให้กับการสืบทอดอำนาจ รวมไปถึงมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ด้วย ซึ่งเป็นความหวังของเยาวชน ทำให้เกิดการเรียกร้องต่อสู้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราคิดว่าต้องแก้ไข และการตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนของชาติก็เป็นเรื่องที่ดี พลังของเยาวชนเหมือนตอนที่คนหนุ่มสาวในยุคหนึ่ง คนเดือนตุลาคม ก็ต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหาร เราต้องไม่ให้สังคมนี้มีความอยุติธรรม สังคมไหนที่ทำลายอนาคตลูกหลานตัวเอง สังคมนั้นไม่มีอนาคตและเตรียมตัวล่มสลายได้
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์ยกตัวอย่างประเทศเมียนมา คนหนุ่มสาวและประชาชนหลายล้านคนเดินทางออกนอกประเทศ ทั้งที่เมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว เขาอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่กลุ่มทหารหวาดระแวงยึดอำนาจ ทำให้เยาวชนคนหนุ่มสาวหนีออกนอกประเทศ เมียนมาจมปลักอยู่กับความขัดแย้งและความถดถอย เราไม่อยากให้ไทยเป็นเช่นนั้น
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์ระบุว่า อยากให้ผู้ใหญ่ที่เป็นนักการเมืองที่อยู่ในห้องนี้ เห็นแก่เยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ หลายคนอาจจะไม่ทราบว่ามีผู้นำนักศึกษาจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย เพียงแค่ได้รับข่าวว่าเขาอาจจะถูกข้อหามาตรา 112 และหลายคนเป็นคนเก่ง เป็นผู้นำนักศึกษา ซึ่งหากเขายังมีชีวิตอยู่ อาจเป็นผู้นำประเทศนี้ก็ได้ ที่สำคัญคือ เขารักชาติ เขารักประชาธิปไตย ทำไมผู้ใหญ่จะต้องยัดเยียดข้อหาคดีให้เขา ถ้าทำอะไรไม่ถูกต้องก็อบรมเขา การลงโทษรุนแรงไม่ได้สัดส่วนความผิด ไม่มีประเทศไหนที่มีอารยะทำเช่นนั้น มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ต้องโทษ 15 ปี ปัจจุบันสถาบันกษัตริย์ทั้งหมดในยุโรป ล้วนเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาแห่งยุโรปเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ประเทศในยุโรปที่มีสถาบันกษัตริย์เกือบทั้งหมด แทบจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้จะมีกฎหมายนี้ก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีคดีหมิ่น สังคมมีความสงบสุข มีสันติธรรม ส่วนใหญ่เมื่อคำพิพากษาความผิด ก็เป็นการลงโทษปรับ หรือเป็นความผิดเพียงลหุโทษเท่านั้น บรรดาสมาชิกรัฐสภาแห่งยุโรปที่มีจุดยืนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่เข้มแข็ง เคลื่อนไหวเรียกร้องให้การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ถือเป็นความผิดอาญาในยุโรป แสดงให้เห็นว่าประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้สถาบันมีความเข้มแข็ง มั่นคง โดยไม่ทำให้หลักการสิทธิมนุษยชนและหลักการประชาธิปไตยอ่อนแอ
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์กล่าวอีกว่า การพูดคุยหารือและศึกษาบทบาทหน้าที่ของสถาบันกษัตริย์ต่อระบอบประชาธิปไตย และสังคมยุคใหม่ทำได้ในแวดวงวิชาการและในรัฐสภา การปรึกษาหารืออย่างสร้างสรรค์ทำให้เรามีความรู้ ความเข้าใจยึดถือหลักการ และช่วยป้องกันไม่ให้สถาบันกษัตริย์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง มีการกล่าวหาความผิดฐานหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์อย่างพร่ำเพรื่อไร้เหตุผล คดี ม. 112 การยัดข้อหาเกิดขึ้นในยุครัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจาก คสช. และในช่วงที่ คสช. เรืองอำนาจ แต่ตอนนี้มันไม่มีปัญหานั้น การคืนความเป็นธรรมให้กับคนที่โดนยัดข้อหา ม. 112 จะช่วยยกสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้อยู่เหนือความขัดแย้ง และวิกฤตการณ์จากการต่อสู้ทางการเมือง นี่คือความจงรักภักดีสูงสุด
กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้สวยหรูว่าจะสร้างความสามัคคีปรองดอง และสังคมสันติสุขเพื่อให้โอกาสประชาชนกลับมาอยู่ร่วมกัน แต่คำถามที่สภาแห่งนี้ต้องตอบประชาชนให้ได้ คือเราจะสร้างสันติสุขที่แท้จริงได้อย่างไร หากเราเลือกที่จะนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ และจงใจตัดคดี ม. 112 ซึ่งเป็นใจกลางของความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา หากเราปล่อยให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านไปโดยไม่มีการแก้ไข สังคมไทยจะได้รับผลกระทบที่รุนแรง
ประเด็นแรก การนิรโทษกรรมในระบอบประชาธิปไตย คือเครื่องมือของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อล้างมลทินและลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในร่างนี้ กลับเป็นการนิรโทษกรรมที่เลือกเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งของคนเฉพาะบางกลุ่ม แต่กลับปฏิเสธความเห็นที่แตกต่างของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ยิ่งพยายามสร้างภาวะยกเว้นให้กับ ม. 112 มากเท่าไร มันก็จะยิ่งสะท้อนและตอกย้ำความเป็นทางการเมืองของข้อหาเหล่านี้ และจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อไป
จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชี้ชัดว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องหาทางการเมืองไม่น้อยกว่า 57 คน หรือร้อยละ 77 เป็นคนที่ไม่เข้าข่ายการนิรโทษกรรม
จากประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ เช่นเหตุการณ์ในประเทศไนจีเรีย เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการนิรโทษกรรมที่เลือกปฏิบัติ เลือกให้อภัยเฉพาะกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง แต่กีดกันคนกลุ่มอื่นออกไป ไม่เคยสร้างสันติภาพที่แท้จริงได้ ซ้ำร้ายยังจะเป็นการผลิตซ้ำความตึงเครียดในอนาคต ในสายตานานาชาติ ปัญหามาตรา 112 ของไทย ยังคงเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง
“หากสภาแห่งนี้ยังดื้อดึงที่จะผ่านกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ ผมก็ขอแสดงความเสียใจ และในฐานะ สส. จะยืนยันในหลักการที่ถูกต้อง หลักการที่จะปกป้องทุกคนให้มีสิทธิเสรีภาพ บนพื้นฐานของการเคารพต่อกฎหมาย” รองศาสตราจารย์อนุสรณ์กล่าวทิ้งท้าย













