ก้าวแรกที่สายไป
เช้าวันหนึ่งในกลางเดือนพฤษภาคม ทันทีที่เล็ก ทองสุข คลี่ถุงพลาสติกที่เก็บเงินทั้งหมดของครอบครัวออกมานับได้ 524 บาท เธอก็พูดออกมาแบบไม่ต้องคิดว่า เงินจำนวนนี้จะอยู่ได้เพียงหนึ่งหรือสองวัน
ในวันที่ลูกชายออกไปขับรถเก็บขยะ ย่าเล็กวัย 60 ปีรับหน้าที่ดูแลทั้งเจ็ดชีวิตที่อยู่ในบ้าน ลูกสะใภ้ซึ่งเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาเกือบสามปีทำได้แค่นั่งอยู่บนเตียง สื่อสารกับคนในบ้านด้วยการพยักหน้า และหลานอีกห้าคนวัยตั้งแต่ยังไม่ถึงสามขวบไปจนถึงวัยรุ่น ต้องพึ่งย่าเล็กในทุกมื้อ
“เงินไม่เคยพอใช้” เธอบอก
ครอบครัวแปดคนเช่าบ้านไม้ชั้นเดียวอยู่ในย่านอ่อนนุช อาศัยเงินเดือน 12,000 บาทของลูกชาย บวกกับรายได้เสริมจากการคัดแยกกระป๋องและขวดที่เขานำกลับมา ในสัปดาห์ที่ดีรายได้เสริมส่วนนี้อาจเพิ่มขึ้นอีก 4,000 บาท แต่ก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี
“ถ้าได้ 1,200 บาท ก็จะซื้อข้าวสาร มาม่า ปลากระป๋อง เผื่อไว้ในวันที่ไม่มีเงินซื้อของสด” เด็กหญิงนันทิยา ทองสุข ลูกสาวคนที่สองวัย 13 ปีบอก หน้าที่ของเธอคือดูแลการซื้อวัตถุดิบสำหรับมื้อเย็นจากตลาดนัดใกล้บ้าน
จริงๆ แล้ว ครอบครัวนี้มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปีสำหรับลูกสองคนสุดท้าย เพราะครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่รัฐกำหนด แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ลูกคนที่สามซึ่งมีอายุ 7 ปีเพิ่งพ้นเกณฑ์อายุรับสวัสดิการนี้ แต่ก็ไม่เคยได้รับเงินอุดหนุนแม้แต่บาทเดียว โอกาสในการเข้าถึงสิทธิหลุดลอยไปก่อนที่ครอบครัวจะทันคว้าไว้ ส่วนลูกสองคนเล็ก แม้ยังมีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนแต่ก็ยังไม่ได้ลงทะเบียน เนื่องจากพ่อที่ต้องทำงานทุกวันไม่มีเวลาไปดำเนินการ ขณะที่ย่าผู้ดูแลหลักก็ขาดข้อมูลและความเข้าใจมากพอที่จะจัดการขั้นตอนดังกล่าวด้วยตนเอง
การลงทะเบียนรับสวัสดิการจึงกลายเป็นอุปสรรคสำหรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด และครอบครัวทองสุขก็ไม่ใช่ครอบครัวเดียวที่เผชิญปัญหานี้ ครัวเรือนยากจนจำนวนมากยังคงตกหล่นจากระบบที่ควรเข้าถึงได้ง่ายและดูแลพวกเขาตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความไม่รู้หรือความไม่ใส่ใจ ครอบครัวทองสุขรู้จักโครงการนี้เป็นอย่างดี แต่ไม่มีเวลามากพอจะจัดการเรื่องเอกสารและขั้นตอนการลงทะเบียน ลูกชายของเธอเข้าใจว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่การหยุดงานเพียงวันเดียวเพื่อไปติดต่อหน่วยงานรัฐหมายถึงรายได้ที่หายไป ซึ่งเป็นต้นทุนที่ครอบครัวแบกรับไม่ไหว สำหรับคนที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ การหาเวลาไปจัดการเรื่องขอใช้สิทธิรับสวัสดิการจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
“คนกลุ่มนี้ต้องดิ้นรนมากพอแล้ว พวกเขาไม่ควรต้องพิสูจน์ความยากจนของตัวเองอีก” กานต์กมล สินเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว
ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีเด็กราว 2.1 ล้านคนได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด แต่ยูนิเซฟประเมินว่ายังมีเด็กอีกประมาณร้อยละ 34 ที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการดังกล่าวแต่ยังเข้าไม่ถึง สำหรับครอบครัวที่มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย การตกหล่นจากระบบไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การพลาดเงินช่วยเหลือรายเดือน หากยังหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการสนับสนุนพัฒนาการของเด็กในช่วงหกปีแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต
เงื่อนไขการรับสิทธิกำหนดให้ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนภายในครอบครัวต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี คนที่มีเงินเดือนประจำสามารถใช้สลิปเงินเดือนเป็นหลักฐานได้ แต่ครอบครัวส่วนใหญ่ที่ต้องการเงินช่วยเหลือส่วนนี้มักเป็นแรงงานนอกระบบ ไม่มีเอกสารรายได้อย่างเป็นทางการ จึงต้องพึ่งหนังสือรับรองจากผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และเงื่อนไขนี้เองที่กลายเป็นกำแพงสำคัญในการเข้าถึงสวัสดิการของแรงงานจำนวนมากในเมืองใหญ่

วศินี แสงสาย ครูที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน บ้านแห่งความหวัง มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ในย่านอ่อนนุช ทำงานช่วยครอบครัวยากจนในพื้นที่ให้เข้าถึงสวัสดิการสังคมมากว่าสิบปี และเห็นว่ากฎเหล่านี้กลายเป็นกับดักที่แต่ละครอบครัวต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า พ่อแม่หลายคนที่เธอทำงานด้วยเป็นแรงงานที่เพิ่งย้ายเข้ามาในชุมชนและไม่รู้จักใครเลย
“ไม่ต้องพูดถึงผู้นำชุมชน” เธอเล่าถึงความยากลำบากที่คนกลุ่มนี้ต้องหาคนรับรองความยากจนของพวกเขา “ถ้าไม่มีใครรู้จักพวกเขามากพอที่จะเซ็นรับรองให้ พวกเขาก็ยื่นเรื่องดำเนินการไม่ได้”
หลายครั้งความล่าช้ายืดเยื้อจนเหลือจะเชื่อ วศินีเล่าถึงครอบครัวหนึ่งที่ใช้เวลาถึง 9 เดือนเพื่อเตรียมเอกสารทั้งหมดให้เรียบร้อย ในขณะที่อีกครอบครัวรอยาวนานถึง 20 เดือนเพื่อรอการอนุมัติ เพราะความผิดพลาดทางเอกสารที่ทำให้ใบสมัครหล่นหายไปในระบบ แต่เมื่อพบข้อผิดพลาด ครอบครัวดังกล่าวก็ได้รับเงินย้อนหลังทั้งหมดในคราวเดียว
วศินียังเล่าอีกว่าบางครอบครัวที่บริหารเงินได้ดี เงินก้อนนั้นกลายเป็นกองทุนการศึกษาเล็กๆ สำหรับลูกเมื่อต้องเข้าเรียน
สำหรับวศินี กรณีของครอบครัวทองสุขเป็นภาพสะท้อนที่น่าเจ็บปวดของปัญหานี้ พ่อของเด็กทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐ แต่กลับยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการที่ควรได้รับ หากระบบลงทะเบียนมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ลูกๆ ของเขาน่าจะเป็นเด็กกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือ
“ครอบครัวนี้ไม่ควรต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว เพราะพวกเขาจนจริงๆ” วศินีกล่าว
กานต์กมลชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของประเทศไทย นั่นคือการไม่มีฐานข้อมูลรายได้ที่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม ส่งผลให้แรงงานนอกระบบจำนวนมากต้องพยายามจัดหาหลักฐานทางเอกสารที่พวกเขาไม่มีอยู่แล้วเพื่อพิสูจน์สิทธิของตนเอง ขณะเดียวกัน แม้จะยื่นเอกสารครบถ้วนแล้ว ครอบครัวส่วนใหญ่ยังต้องรอโดยเฉลี่ยนานถึง 6 เดือนกว่าจะได้รับเงินอุดหนุน
ยูนิเซฟเสนอทางออกไว้ 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกคือการ “พลิกภาระการพิสูจน์” จากเดิมที่ครัวเรือนเปราะบางต้องพิสูจน์สถานะความยากจนของตนเอง มาเป็นการคัดกรองเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้สูงออกจากระบบ และให้ผู้ที่เหลือได้รับสิทธิ์โดยอัตโนมัติ เพื่อลดการตกหล่นของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ส่วนแนวทางที่สอง คือการจัดสวัสดิการเด็กแบบองค์รวมที่ครอบคลุมเด็กทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดอัตราการสนับสนุนเท่ากันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ครอบครัวในภาคแรงงานนอกระบบ ซึ่งยังไม่ได้รับความคุ้มครองหรือสวัสดิการด้านบุตรจากภาครัฐ อาจได้รับเงินอุดหนุนในอัตราที่สูงกว่า ขณะที่ครอบครัวที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านบุตรผ่านระบบประกันสังคมอยู่แล้ว อาจได้รับการสนับสนุนในอัตราที่ต่ำกว่า เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นธรรมและตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละครัวเรือน
“ยิ่งเด็กเกิดน้อยลงเท่าไร การลงทุนในเด็กแต่ละคนก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น” กานต์กมลกล่าว
ท่ามกลางอัตราการเกิดของไทยที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัยจึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือครอบครัวเปราะบางในวันนี้ แต่ยังเป็นการวางรากฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่จะรองรับอนาคตของประเทศในวันข้างหน้า
กลับมาที่อ่อนนุช นันทิยาช่วยงานบ้าน คัดแยกของรีไซเคิล และเก็บออมเงินเล็กน้อยจากค่าขนมเพื่อเติมอินเตอร์เน็ตในโทรศัพท์ไว้ติดต่อกับพ่อเวลาที่เขาไม่อยู่บ้าน เธออยากเข้าเรียน
มหาวิทยาลัย แม้จะต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนก็ตาม แต่เมื่อพูดถึงอนาคต น้ำเสียงของเธออยู่กับปัจจุบันมากกว่าความฝัน
“หนูก็ไม่ได้ฝันอยากได้อะไร” เธอพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หนูก็แค่อยู่กับความเป็นจริง”
รายงาน: สิรินยา วัฒนสุขชัย
ภาพ: สุขุม ปรีชาพานิช














