DOPA N.I.C.E. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ ‘ปิดฉากแรงเงา’
จับปลัดอำเภอ – อดีตลูกจ้าง – เจ้าบ้าน – แรงงาน หลังพบทุจริตทำบัตรหัว 0
วันนี้ (4 ก.ค. 69) คณะทำงานต่อต้านภายความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันเปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา” ปราบปรามขบวมการนายหน้าแรงงานต่างด้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตจัดทำบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้กับแรงงานชาวเมียนมาโดยมิชอบ ในพื้นที่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการจับกุมนายหน้า
ค้าแรงงานเถื่อนชาวเมียนมา (ขนชาวโรฮิงญา) ในความผิดฐานช่วยเหลือซ้อนเร้นคนต่างด้าวเข้าพักอาศัยเพื่อให้พ้นจากการจับกุม และคดีทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยวชาวชาวเมียนมา (โรฮิงญา) เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2567 ตรวจพบว่า บุคคลดังกล่าวมีบัตรประจำตัวสองตัวตน คือ บัตรประจำตัวบุคคลคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เมียนมา (บัตรสีชมพูเลข 00 ) และบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0 ) จึงส่งให้กรมการปกครองตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวทั้ง 2 ใบ
จากนั้น ได้ส่งเรื่องต่อให้กรมการปกครอง โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ได้ทำการตรวจสอบ พบว่ามีนายไพรัช ปลัดอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช ครั้งดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2568 เป็นผู้จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) ร่วมกับนางสาวนันทภัด ลูกจ้าง สย. ไปจำนวนมากถึง 240 ราย จึงได้นำข้อมูลไปประสานกับศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) เพื่อตรวจเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลบัตรประจำตัวบุคคลลคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เมียนมา (บัตรสีชมพูเลข 00) ด้วยระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของกรมการปกครอง และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ซึ่งปรากฏภาพใบหน้าและลายนิ้วมือตรงกับบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาที่มีหนังสือเดินทาง จำนวน 12 ราย จึงได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ และสืบสวน จนสรุปข้อเท็จจริงได้ความว่า กรณีนี้ มีขบวนการนายหน้าซึ่งถือหนังสือเดินทางของประเทศเมียนมาได้มาติดต่อกับนายไพรัชฯ และนางสาวนันทภัคฯ เพื่อให้ดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีมีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0 ) ให้กับแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาโดยมิชอบ โดยนางสาวนันทภัคฯ จะเป็นผู้จัดหาเจ้าบ้านเพื่อให้รับบุคคลต่างด้าวเข้าในทะเบียนบ้าน และจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนให้กับเจ้าบ้าน จำนวน 1,000 – 2,000 บาท ต่อราย
นอกจากนี้นางสาวนันทภัคฯ ยังมีพฤติกรรมเรียกเก็บเงินจากกลุ่มคนที่ยื่นขอมีบัตรประจำตัวบุคคล
ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) จำนวนมากถึง 60,000 บาท กรณีนี้รวมมูลค่าความเสียหายแล้ว ไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท
กรมการปกครองจึงได้มอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน สภ.ดอนสัก
เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ นายหน้า เจ้าบ้าน และแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาจำนวนอย่างน้อย 12 ราย ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใด ได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอัน
มิได้มีการแจ้ง และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ
ร่วมกันทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้าน หรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ นำไปสู่การออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 17 หมาย ประกอบด้วย
ปลัตอำนายขนอม (อดีตปลัดอำเภอตอนสัก ในฐานะนายทะเบียน), นางสาวนันทภัค อดีตลูกจ้าง สย. อำเภอดอนสัก, เจ้าบ้านผู้รับรอง และเชื่อว่าเป็นขบวนการนายหน้า จำนวน 3 ราย, แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา ผู้สวมสิทธิ จำนวน 12 ราย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา” นำหมายค้น จำนวน 5 หมาย เข้าตรวจค้นบ้านพักอาศัยจำนวน 5 จุด และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ จำนวน 11 ราย ได้แก่ นายไพรัช ปลัดอำเภอขนอม (อดีตปลัดอำเภอดอตอนสัก ในฐานะนายทะเบียน), นางสาวนันทภัค, เจ้าบ้านผู้รับรองและเชื่อว่าเป็นขบวนการนายหน้า จำนวน 3 ราย และแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา ผู้สวมสิทธิ จำนวน 6 ราย โดยขณะนี้ยังเหลือแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา ผู้สวมสิทธิ ที่หลบหนีการจับกุมอีก จำนวน 6 ราย (อยู่ระหว่างติดตามจับกุม)
จากนี้ จ.สุราษฎร์ธานี จะดำเนินการยกเลิก เพิกถอน และจำหน่ายรายการทั้ง 12 ราย โดยทันที
และได้ดำเนินการออกคำสั่งระงับความเคลื่อนไหวหวทางทะเบียนทั้งหมด จำนวน 240 รายแล้ว โดยจะมีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ หากพบว่าเป็นการทุจริตออกบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) โดยมิชอบ ก็จะดำเนินการยกเลิก เพิกถอน และจำหน่ายรายการทางทะเบียนต่อไป รวมทั้ง ได้แจ้งไปยังไปยังจ.นครศรีธรรมราช เพื่อให้ดำเนินการทางวินัยและให้นายไพรัชฯ ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว
อีกทั้งสำนักงาน ปปง. จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินการกับทรัพย์สินของ
เครือข่ายผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยจะตรวจสอบเส้นเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการยึดทรัพย์ เพื่อขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ให้สิ้นซาก ซึ่งการต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนนี้ จะขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นแบบนี้ต่อไปจนกว่าปัญหานี้จะหมดไปจากผืนแผ่นดินไทย เพื่อเป็นมาตรการป้องปราม ป้องกัน และชุดรากถอนโคนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มต่างด้าวที่เข้ามาทุจริตทางทะเบียนซึ่งถือเป็นภัยความมั่นคงอย่างร้ายแรง













