‘อธิบดีกรมการปกครอง – รอง ผบ.ตร.’ ตั้งโต๊ะแถลงจับกุม
ปลัดอำเภอ – ลูกจ้าง – แรงงาน ทุจริตทำบัตรหัว 0 เสียหายราว 15 ลบ. สั่ง ออกจากราชการทันที จนท. ชี้ แรงงานหวังใช้สิทธิ์จากบัตร จ่อขยายผลต่อ ขณะ รองเลขาฯ ป.ป.ท. ชี้ เกิดจากช่องโหว่ระบบทะเบียนราษฎร์
วันนี้ (4 ก.ค. 69) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง คณะทำงานต่อต้านภายความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผบ.ตร.รรท.ผบช.ภ.8, พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท, นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. ร่วมแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา” ปราบปรามขบวนการนายหน้าแรงงานต่างด้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตจัดทำบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้กับแรงงานชาวเมียนมาโดยมิชอบ
นายนฤชา กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการจับกุมนายหน้าค้าแรงงานเถื่อนชาวเมียนมา (ขนชาวโรฮิงญา) ในความผิดฐานช่วยเหลือซ้อนเร้นคนต่างด้าวเข้าพักอาศัยเพื่อให้พ้นจากการจับกุม และคดีทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยวชาวเมียนมา (โรฮิงญา) เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2567 ตรวจพบว่า บุคคลดังกล่าวมีบัตรประจำตัวสองตัวตน คือ บัตรประจำตัวบุคคลคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เมียนมา (บัตรสีชมพูเลข 00 ) และบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0 ) จึงส่งให้กรมการปกครองตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวทั้ง 2 ใบ
จากนั้น ได้ส่งเรื่องต่อให้กรมการปกครอง โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ได้ทำการตรวจสอบ พบว่ามีนายไพรัช ปลัดอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช ครั้งดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2568 เป็นผู้จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) ร่วมกับนางสาวนันทภัด ลูกจ้าง สย. ไปจำนวนมากถึง 240 ราย จึงได้นำข้อมูลไปประสานกับศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) เพื่อตรวจเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลบัตรประจำตัวบุคคลลคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เมียนมา (บัตรสีชมพูเลข 00) ด้วยระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของกรมการปกครอง และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ซึ่งปรากฏภาพใบหน้าและลายนิ้วมือตรงกับบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาที่มีหนังสือเดินทาง จำนวน 12 ราย จึงได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ และสืบสวน จนสรุปข้อเท็จจริงได้ความว่า กรณีนี้ มีขบวนการนายหน้าซึ่งถือหนังสือเดินทางของประเทศเมียนมาได้มาติดต่อกับนายไพรัชฯ และนางสาวนันทภัคฯ เพื่อให้ดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีมีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0 ) ให้กับแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาโดยมิชอบ โดยนางสาวนันทภัคฯ จะเป็นผู้จัดหาเจ้าบ้านเพื่อให้รับบุคคลต่างด้าวเข้าในทะเบียนบ้าน และจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนให้กับเจ้าบ้าน จำนวน 1,000 – 2,000 บาท ต่อราย ขณะที่มีการเรียกเก็บเงินจากกลุ่มคนที่ยื่นขอมีบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) จำนวนมากถึง 60,000 บาท กรณีนี้รวมมูลค่าความเสียหายแล้ว ไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า จากการสอบาวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติรับสารภาพ ว่าทำจำนวน 240 ราย และอาจจะมีที่อื่น ๆ ด้วย โดยผู้ว่าฯ ได้ดำเนินการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเจตนาของบัตรนี้ เพื่อให้บุคคลที่ด้อยโอกาส ที่อยู่ในไทยได้โอกาส แต่กลับถูกใช้ดำเนินการในส่วนของผู้ที่มีสัญชาติอยู่แล้ว หรือคนที่ต้องการใช้สิทธิต่าง ๆ ไปใช้ในทางที่มิชอบ ทั้งเปิดบัญชีประกอบอาชีพ การศึกษา สาธารณสุข ซึ่งอยู่ได้ 10 ปี ทำให้เขาเสนอผลประโยชน์ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย แจ้ง ม.157 แก่พนักงานรัฐไว้ก่อน ส่วนการเรียกรับผลประโยชน์ ก็จะมีการดำเนินการต่อ ขณะที่เจ้าบ้านที่รับรองให้บุคคลต่างด้าวเข้าบ้าน ก็จะถูกดำเนินคดี พร้อมให้มีการตรวจสอบในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป ซึ่งอยากให้ประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน ว่าอย่ารับรองบ้าน เนื่องจากจะมีความผิด และการทำงานลักษณะนี้ เราบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ประสานทุกหน่วยเร็วขึ้น ทันท่วงที
ว่าที่ร้อยตรี ธนาวัฒน์ อินทร์สุวรรณ กล่าวถึงรายละเอียดของการเริ่มต้นในกรณีนี้ ว่า กรมการปกครองได้รับเบาะแสจากหน่วยงานที่เข้าข้อง เราจึงลงพื้นที่เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสุ่มตรวจบ้าน 6 หลัง เมื่อดูในระบบแล้ว ทั้ง 6 หลัง มีคนที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประมาณ 20 กว่าคน รวมแล้วทั้ง 6 หลัง 70 – 80 คน ซึ่งตามข้อเท็จจริง ไม่มีต่างด้าวอยู่ในบ้าน มีแต่คนไทย โดยในเบื้องต้น บัตรเลข 0 ที่ทำได้ จะต้องมีตัวตนก่อน และส่วนใหญ่ จะอยู่ตามพื้นที่ชายขอบของไทย ซึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชไม่มีอยู่แล้ว โดยพฤติการ ยังพบว่าอาจมีการปลอมแปลงลายมือชื่อด้วย เมื่อตรวจสอบในระบบ มีแรงงานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่งไม่ถูกกฎหมายจึงร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ว่าที่ร้อยตรี ธนาวัฒน์ ยังกล่าวถึงความแตกต่างของบัตรแรงงาน (บัตรสีชมพู 00) กับบัตรขาว 0 ว่า บัตรแรงงาน (บัตรสีชมพู 00) จะมี 4 สัญชาติ เมียนมา ลาว เวียดนาม ที่ได้รับ โดยจะต้องมีการต่อปีต่อปี แต่บัตร 0 อยู่ในไทยได้ตลอดเวลา แต่ต้องขออนุญาตออกจากพื้นที่ รวมไปถึงมีสวัสดิการที่รัฐบาลให้สิทธิไว้ ทั้งการศึกษา ระบบสาธารณสุข และในอนาคตหากเข้าเงื่อนไข สามารถพัฒนาสถานะได้ ดังนั้น บัตรสีขาวจึงเป็นที่ต้องการของแรงงาน หรือคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามา จึงมีกระบวนการซื้อขายเกิดขึ้น
นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เราได้รับทราบข้อมูล ตนเองจึงสั่งการนายอำเภอว่า หากดำเนินความผิด ให้จัดการได้เลย และทางปลัดอำเภอ ตำรวจคุมตัวแล้ว ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่ ก็ได้พูดคุยแล้ว หากใครมีส่วนร่วม จังหวัดไม่ยอมแน่นอน จะมีการสืบสวนสอบสวนต่อไป และมีการตั้งคณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการคนที่มีความผิดทางวินัยต่อ หากทำผิดต้องโดนรับโทษ แต่ถ้าไม่ผิด ต้องได้รับความยุติธรรม และนายอำเภอดอนสัก ก็ได้ระงับสถานะของทั้ง 12 รายแล้ว อีกทั้งเราจะตรวจสอบอีก 18 อำเภอที่เหลือ การแปลงบัตรแบบนี้ ทำให้สิทธิ์มากกว่า เราพร้อมดำเนินคดีต่อไป
นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. ระบุว่า จากที่ฟังพฤติการ มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง และเรื่องนี้ ทั้งอธิบดีกรมการปกครอง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ลงมาดูเอง คงไม่ยากในการรวมรวมข้อมูล และการทุจริต ปปง. ต้องดำเนินการ เราสนับสนุนทั้งการสอบเส้นทางการเงิน จะมีการดำเนินการทางทรัพย์สินต่อไป โดยถือเป็นยาแรง โดยการทุจริต นอมินี เป็นเรื่องของความมั่นคง รัฐบาลให้ความสำคัญ มีการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน และต่อไปในระดับอำเภอ ก็ต้องรับนโยบายไปขับเคลื่อน
ส่วนทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยหลัก โอนไปที่ใครก็สามารถไปยึดได้ ทรัพย์ที่ได้มา ต้องถูกดำเนินคดี และในทางแพ่ง กฎหมาย ปปง. ยังมีอีกมาตรการ คือความผิดอาญาฐานฟอกเงิน คนที่รับทรัพย์ แม้ไม่ได้กระทำผิด แต่รู้ว่าต้นทางมาจากการกระทความผิด ก็อาจถูดำเนินคดีด้วย
พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าวว่า สำคัญที่สุดคือธุรกรรม ผลกระทบเรื่องนี้ใหญ่มาก ลามไปถึงความมั่นคงของประเทศ นายโซเฟีย (นายหน้าค้าแรงงานเถื่อน) เคยโดนจับแล้วที่ดอนเมือง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา นี่คือกระบวนการฟอก และสร้างตัวตนคนร้ายเหล่านี้ไม่มีแนวคิดเหมือนอดีต เขาไม่ได้มาอยู่เพื่อหลบซ่อน เคลื่อนไหวเร็ว แต่มาอยู่ให้นานที่สุด ให้เราแยกไม่ออกว่า นี่คือถูกหรือผิดกฎหมาย โดยถือเป็นภัยความมั่นคง ออกบัตรที่ไหนก็แทบไม่อยู่ที่นั่น เป็นความยากที่ตำรวจต้องเจอ โดยนายโซเฟียพัวพันการค้ามนุษย์ ค้าแรงงานต่างชาติ ซึ่งอาจจะเข้าไปพัวพันเรื่องสแกมเมอร์ ทุนสีเทา และอื่น ๆ เป็นบัตรใบเดียว ที่เริ่มต้นแค่ 50,000 บาท วันนี้ ไม่ใช่แค่บัตร 00 หรือ บัตร 0 แต่บัตรทุกบัตรมีอัตลักษณ์ของมัน และทุกเลขเชื่อมโยงกันหมดอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่เกิดแค่พื้นที่ตามแนวชายแดน แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้เกิด คือช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร์ ที่จะทำให้เกิดการกระทำความปิดทางกฎหมายทันที
พ.ต.ท.สิริพงษ์ ย้ำว่า การแถลงครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะว่าเรากำลังปกป้องตัวตนของคนไทยทั้งประเทศ หากระบบทะเบียนราษฎร์ สามารถซื้อขายได้ ความน่าเชื่อถือของระบบราชการไทยไม่เหลือ เชื่อว่ากรมการปกครอง ทุกคนวันนี้ ต้องทำความเข้าใจว่าเรื่องนี้อยู่ในข้อมูล อาจจะต้องขยายให้ใหญ่กว่านี้ และอธิบดีปกครองคงเดินหน้าการสืบสวน เริ่มต้นจากการถอยอดีต ไล่มาทั้งเจ้าบ้าน นายหน้า ปลัดอำเภอ และมิติที่สองที่ ปอท. เน้นคือในอนาคต เป็นเรื่องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำในอนาคตอีก ขณะที่เรื่องการเห็นข้อมูล ทุกหน่วยต้องเห็นข้อมูลพร้อมกัน เพราะทั้งสองบัตร ไปด้วยกันไม่ได้อยู่แล้ว














