BANGKOK

‘อนุชา’ ลุยหาเสียงบางกะปิ ลั่นทำการเมืองสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้

‘อนุชา’ ลุยหาเสียงบางกะปิ ลั่นทำการเมืองสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมจัดระเบียบต่างด้าวสวมสิทธิ์-แย่งงานคนไทย ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ เตรียมพบศาล รธน. ขอความชัดเจนปมแก้รัฐธรรมนูญ

วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 07.00 น. ที่สวนพฤกษชาติคลองจั่น เขตบางกะปิ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค รวมถึง นายปรัชญา ศรีสอาด หรือ ฮานีฟ ผู้สมัคร สก. เขตบางกะปิ หมายเลข 3 ลงพื้นที่หาเสียงบริเวณตลาดแฟลตคลองจั่น นวมินทร์ ซอย 8

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย รวมถึงพ่อค้าแม่ค้า ต่างให้การต้อนรับ ทักทาย และขอถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง หลายคนแซวว่า “ตัวจริงหล่อ เลือกแน่นอน เบอร์ 5 ประชาธิปัตย์ทั้งบ้าน” ขณะที่นายอนุชาเดินขอคะแนน ทักทายประชาชน และสอบถามปัญหาความเป็นอยู่ของพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่

นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่บางกะปิ ประชาชนสะท้อนปัญหาหลักเรื่องความสะอาด การจัดระเบียบทางเท้า ผู้ค้าผู้ขาย และการปรับปรุงถนนที่ยังใช้เวลานาน จึงต้องเร่งรัดให้การปรับปรุงทางเท้าดำเนินการเร็วขึ้น เพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชนในย่านดังกล่าว

ส่วนปัญหาขยะ นายอนุชา ระบุว่า ต้องการให้เพิ่มความถี่ในการจัดเก็บขยะมากขึ้น เนื่องจากบริเวณนี้เป็นทั้งพื้นที่สวนสาธารณะและแหล่งจับจ่ายใช้สอย มีเศษอาหารและขยะจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ยังสะท้อนว่าชื่นชอบนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามถึงปัญหาชุมชนแออัด และแรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่หลายจุด พบว่ามีแรงงานต่างด้าวและประชากรแฝงเข้ามาเช่าช่วงค้าขายหรือเช่าแผงในพื้นที่ ซึ่ง กทม. สามารถเข้าตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่า ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่มีสิทธิ์จริงหรือไม่ หรือเป็นการสวมสิทธิ์จากผู้อื่น เพื่อจัดระเบียบให้เกิดความเรียบร้อย และสร้างความมั่นใจว่าคนไทยจะไม่ถูกเบียดบังโอกาสในการค้าขาย

เมื่อถามถึงเสียงชมจากประชาชนว่าหล่อ นายอนุชา กล่าวว่า ตนพยายามลงพื้นที่พบประชาชนให้มากที่สุด เพราะเมื่อประชาชนได้สัมผัส ก็จะเห็นว่าเป็นคนเข้าถึงง่าย สุภาพ และไม่เคยว่าใคร แม้บางคนอาจมองว่าดูอ่อน แต่เมื่อได้พูดคุยจะเห็นถึงความตั้งใจในการทำงาน ตั้งแต่เช้าจนค่ำ รวมถึงนายอภิสิทธิ์และผู้ใหญ่ในพรรคที่ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้สมัคร สก. ของพรรคทั้ง 50 เขตก็กระจายลงพื้นที่พบประชาชนให้มากที่สุด

สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง นายอนุชา กล่าวว่า วันที่ 17 มิ.ย. จะมีการปราศรัยย่อย เพื่อนำเสนอสิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินและอยากเห็น ขณะเดียวกันจะเดินสายให้สัมภาษณ์และออกรายการต่าง ๆ เพื่อนำเสนอแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนการปราศรัยใหญ่คาดว่าจะจัดขึ้นในวันศุกร์ก่อนวันเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงประเด็นการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต นายอนุชา กล่าวว่า หนึ่งในนโยบาย 5 ข้อของพรรค คือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงบประมาณ และการโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคได้วางแนวทางไว้อย่างชัดเจนว่า การเมืองทุกระดับ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ต้องเป็นการเมืองสุจริต และตนจะยึดหลักนี้ในการบริหาร กทม.

ด้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของฝ่ายค้านเกี่ยวกับกฎหมายเงินกู้ 2 แสนล้านบาทว่า ในประเด็นข้อกฎหมายยังต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ศาลเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงเพิ่มเติม แม้รัฐบาลพยายามชี้แจงแล้ว แต่ตนมองว่ายังไม่ตรงประเด็น เพราะยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเงินกู้ดังกล่าวจะนำไปแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่กำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยืนยันชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การทุ่มเงิน 2 แสนล้านบาทแรกจึงไม่ตอบโจทย์เรื่องต้นทุน ทั้งที่ยังมีวิธีอื่นอีกมากที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน โดยเฉพาะประเด็นพลังงาน ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้ทันที ขณะที่โครงการในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ยังไม่เห็นว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่พบประชาชน ยังได้ยินเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากยังได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหานโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไปเชื่อมโยงกับการยื่นภาษี โดยนายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบมุ่งเป้า แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เพราะมีคนฐานะดีบางส่วนได้เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตัวจริงกลับถูกตรวจสอบเข้มงวด เพียงเพราะลูกหลานนำเงินมาช่วยจุนเจือและนำไปหักลดหย่อนภาษี จนเสี่ยงถูกตัดสิทธิ์

นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า รัฐบาลควรทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะประชาชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง และเมื่อถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้อีก เนื่องจากหมดเขตแล้ว จึงเป็นการเข้มงวดผิดที่ผิดทาง และสร้างผลกระทบต่อประชาชนที่ควรได้รับการช่วยเหลือจริง

ส่วนกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคร่วมรัฐบาลยังมีท่าทีขัดแย้งกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่เห็น มีเนื้อหาคล้ายกับร่างที่เคยเสนอมาก่อน และพรรคภูมิใจไทยก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการตั้งข้อสังเกตว่า หากให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือก สสร. อาจขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ศาลระบุเพียงว่า “ไม่ให้เลือกโดยตรง” เท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนร่างของพรรคประชาธิปัตย์ใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา

“ในฐานะที่ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลและองค์กรอิสระ เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่า ‘ไม่ให้เลือกโดยตรง’ หมายความว่าอย่างไร ซึ่งน่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

Related Posts

Send this to a friend