DEEPSOUTH

พาสัมผัส ‘เงาะลิ้นจี่’ หรือบูลาซัน ผลไม้แปลกหากินยากถิ่นใต้ รสชาติผสมผสานอร่อยลงตัว เก็บเกี่ยวได้เพียงปีละครั้ง

‘เงาะลิ้นจี่’ หรือที่รู้จักในชื่อ เงาะขนสั้น หรือ เงาะป่า ถือเป็นผลไม้แปลกที่หากินยากในประเทศไทย มีลักษณะคล้ายเงาะทั่วไปแต่มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเรียกกันว่าบูลาซัน ปัจจุบันชาวบ้านนำสายพันธุ์เข้ามาปลูกในพื้นที่ภาคใต้ของไทย แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

ผลไม้ชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำและสภาพอากาศชื้น สาเหตุที่เรียกว่าเงาะลิ้นจี่ เนื่องจากผลไม้เพียง 1 ผล ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ผสมผสานระหว่างเงาะและลิ้นจี่อย่างลงตัว มีรสชาติหวานกำลังดี ไม่แสบคอ ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น เนื้อกรอบและร่อนคล้ายเงาะ แต่แฝงความชุ่มฉ่ำคล้ายลิ้นจี่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของเงาะลิ้นจี่ มีใบใหญ่กว่าเงาะโรงเรียน คล้ายใบของลองกอง เป็นใบเดี่ยวไม่มีแฉก ออกดอกเป็นช่อสีขาวนวลบริเวณปลายกิ่งคล้ายดอกลำไย ส่วนผลมีรูปร่างรีถึงค่อนข้างกลม มีหนามแข็ง สั้น และหนาแน่นปกคลุมทั่วผล ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มอมเหลืองหรือดำ เมล็ดด้านในมีเยื่อหุ้มสีขาว

ผลที่สมบูรณ์จะมีขนาดประมาณ 9-10 ผลต่อ 1 กิโลกรัม จุดเด่นอีกประการคือเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วสามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสีย อีกทั้งเนื้อจะยิ่งชุ่มฉ่ำและให้รสชาติของลิ้นจี่ชัดเจนขึ้น

เงาะลิ้นจี่จะออกดอกและให้ผลผลิตในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี ใช้เวลาปลูกประมาณ 3 ปีจึงเริ่มให้ผลผลิต ต้นจะเจริญเติบโตเต็มที่และให้ผลดกเมื่ออายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสามารถเก็บเกี่ยวได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

นางพวง มากพะลัง อายุ 58 ปี เจ้าของต้นเงาะลิ้นจี่ที่ปลูกแซมในสวนเงาะ เปิดเผยว่า บิดาเล่าให้ฟังถึงที่มาของเงาะลิ้นจี่ว่ามีพื้นเพมาจากป่าในประเทศมาเลเซีย บิดาขยายพันธุ์ด้วยวิธีทาบกิ่งและนำมาปลูกในสวนกว่า 10 ต้นเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในอดีตเคยนำไปจำหน่ายที่ตลาดสุไหงโก-ลก นำไปแจกจ่ายให้คนทั่วไปได้ลิ้มลอง และเคยนำทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

นางพวง ระบุเพิ่มเติมว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลของเงาะลิ้นจี่พอดี รสชาติเนื้อจะมีความฉ่ำ หวาน กรอบ คล้ายรับประทานเงาะและลิ้นจี่พร้อมกัน ทั้งนี้ เงาะลิ้นจี่หรือเงาะบูลาซันสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 2 สัปดาห์โดยไม่เน่าเสีย

Related Posts

Send this to a friend