เสวนาออนไลน์ ถอดรหัสกฎหมาย OTT – กองทุนพัฒนาสื่อฯ ย้ำ ไทยยังขาดกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มร่วมรับผิด
เสวนาออนไลน์ ถอดรหัสกฎหมาย OTT – กองทุนพัฒนาสื่อฯ ย้ำ ไทยยังขาดกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มร่วมรับผิดต่อการนำเสนอคอนเทนต์ แนะรัฐร่วมผลักดันสร้างอำนาจต่อรอง ด้าน ‘พิรงรอง’ เผย ประเทศยุโรปตั้งกรอบดูแลการนำเสนอเนื้อหาที่ชัดเจน ชี้โจทย์สำคัญ ต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์
กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ The Reporters จัดเสวนาออนไลน์ “ถอดรหัสกฎหมาย OTT – National Streaming: ทางรอดและอำนาจต่อรอง” เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 69 ร่วมกันหาทางออก และแนวทางการควบคุม OTT และการไลฟ์สด โดยมี ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น
นายระวี กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับแพลตฟอร์มต่างประเทศได้ ส่งผลให้การคัดกรองเนื้อหาต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ ขณะที่ประเทศต่าง ๆ มีกฎหมายในการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ซึ่งการกำกับดูแลแพลตฟอร์มไม่ใช่การเข้าไปควบคุมหรือบังคับการผลิตเนื้อหาของครีเอเตอร์ แต่เป็นการทำให้แพลตฟอร์มมีส่วนต่อกับการรับผิดและรับชอบต่อเนื้อหาที่หลุดออกมา จะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ที่ผลิตออกมาเมื่อมีปัญหา แพลตฟอร์มที่ปล่อยคอนเทนต์ดังกล่าวต้องเข้ามามีส่วนต่อการรับผิดในกระบวนการทางกฎหมายด้วย จึงเป็นที่มาที่ทำให้แต่ละประเทศเริ่มมองถึงความสำคัญของการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปมีกรอบกำกับดูแลการนำเสนอเนื้อหาบนแพลตฟอร์มที่ชัดเจน เน้นไปที่ 3 ด้าน ได้แก่ การรับผิดรับชอบของแพลตฟอร์ม การปกป้องเด็กและเยาวชน และอธิปไตยของข้อมูล รวมถึงอธิปไตยทางวัฒนธรรม
ระวี ให้ข้อมูลถึงประเด็นการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแข่งขันเชิง attention economy เพื่อให้ได้ตัวเลขของรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น และถึงแม้จะมีการนำ AI เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล แต่ยังคงมีเนื้อหาบางอย่างที่ไม่เหมาะสมหลุดลอดออกมา
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ส่งผลต่อการร้องไปถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในกระบวนทางกฎหมายในไทย เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในไทย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายบางอย่างที่ทำให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องร่วมรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายขึ้นจากการนำเสนอคอนเทนต์
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เปิดเผยว่า ในไทยกฎหมายที่ใกล้เคียงต่อการกำกับดูแลแพลตฟอร์มมากสุดในขณะนี้คือ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 (พ.ร.ฎ.แพลตฟอร์มดิจิทัล) ซึ่งแพลตฟอร์มต่าง ๆ จะต้องแจ้งการดำเนินธุรกิจ รวมถึงข้อมูลผู้ประสานงานต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
ทั้งนี้ กสทช. มีมติอ้างตามมาตรา 5 ของ พ.ร.ฎ.แพลตฟอร์มดิจิทัล เห็นชอบให้บริการที่เป็น Video Sharing Platform (VSP) รวมถึง Video on Demand (VOD) อยู่ภายใต้ขอบเขตของ กสทช. ต่อมามีการร่างประกาศ กสทช.ว่าด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการภาพและกระจายเสียง (OTT) ซึ่งกฎหมายเฉพาะดังกล่าวยังคงถูกค้างไว้เป็นเวลา 2 ปีกว่า ส่วนในรายละเอียดมีการเสนอถึงการให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดรับชอบความโปร่งใส การคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงระบบการประเมินความเสี่ยง
นายระวี ย้ำว่า ส่วนตัวไม่ได้ต้องการ single gateway แต่ต้องมีการควบคุมเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัญหาเหล่านี้เรื้อรังมานาน ไม่ใช่เพียงเรื่องคอนเทนต์ แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องสีเทา เช่น สแกมเมอร์ ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการคลอดกฎหมายเฉพาะออกมา มีเพียง พ.ร.ฎ.ข้างต้น ที่ใช้ควบคุมเฉพาะ e-commerce จึงเสนอให้ระหว่างนี้ควรมีการออก พ.ร.ฎ.เฉพาะที่ควบคุมแพลตฟอร์มไปก่อน เพื่อให้มีการกำหนดนิติบุคคลในการรับผิดรับชอบคอนเทนต์ โดยที่รัฐควรเข้ามามีส่วนต่อการผลักดันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์ม
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าถึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่คำถามคือสิ่งที่เรากำลังเข้าถึงคืออะไร เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิต หรือสร้างความไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในเด็ก ดังนั้น เป็นหน้าที่ที่ กสทช. ต้องทำให้การเข้าถึงต่าง ๆ ของผู้คนนำไปพาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น













