BUSINESS

รถบัสพลังงานไฟฟ้า เทรนด์ใหม่เพื่อการขนส่งมวลชน ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์

นาย วาเลอรี ลายัน Segment President จากบริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่าอุตสาหกรรมขนส่งคือภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยคาดการณ์ว่า 30 ปีหลังจากนี้ จะยิ่งหนักขึ้น โดยเฉพาะรถบัสดีเซลคือรถขนส่งมวลชน ที่มีการใช้งานมากที่สุด นับเป็นตัวการหลักในปล่อยมลพิษหนักเหล่านี้ ก่อให้เกิดเขม่าดำในภาคขนส่งถึง 25% ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการเปลี่ยนจากรถโดยสารดีเซลในเขตเมือง ให้เป็นรถบัสพลังงานไฟฟ้าหรือ eBus ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นทางเลือก ในการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ หรือช่วยลดการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ และขจัดมลพิษทางอากาศได้

นาย วาเลอรี กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล ในระบบไฟฟ้านั้นเริ่มมีมาหลายปีแล้ว ปัจจุบัน eBus กำลังอยู่ในความสนใจ เพราะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เมืองต่างๆ รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่น และหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการขนส่ง สามารถบรรลุเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคขนส่งในเมืองได้ ที่สำคัญรถบัสพลังงานไฟฟ้าเพียงคันเดียว สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 60 ตันต่อปี เพราะ eBus หนึ่งคันวิ่งด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อวัน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 60 ตันในหนึ่งปี เมื่อเทียบกับรถบัสดีเซลปกติ

ปัจจุบันมีรถบัสพลังงานไฟฟ้าเกือบ 600,000 คัน ที่วิ่งอยู่บนถนน และมีแผนว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น โครงการ ZeEUS (Zero Emission Urban Bus System) ของคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังทดสอบ eBus ในเครือข่ายระบบรถโดยสารประจำทาง ในเมืองกว่า 90 เครือข่ายทั่วยุโรป โดยเพิ่มการขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้า เพียงอย่างเดียวคิดเป็นระยะทางกว่า 20 ล้านกิโลเมตร

รถบัสพลังงานไฟฟ้ายังช่วยให้เมือง ตอบโจทย์ข้อบังคับด้านสภาพแวดล้อม ดังนั้นการตัดสินใจเรื่องระบบขนส่งมวลชนในเมือง เป็นเรื่องการดำเนินการระดับเมือง การเปลี่ยนจากดีเซลมาเป็นรถบัสพลังงานไฟฟ้า จะช่วยให้เมืองได้รับประโยชน์ด้านต่างๆดังต่อไปนี้

1.ปรับปรุงเรื่องความยั่งยืน การเปลี่ยนไปใช้ รถบัสพลังงานไฟฟ้าทำให้เมือง มีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรมากขึ้นและมอบสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดการปล่อยมลพิษจากดีเซล รวมถึงมลพิษทางอากาศและเสียง ซึ่งช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เมืองต่างๆบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถบัสไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน

2.ตอบโจทย์ความต้องการผู้โดยสาร ภาคประชาชนต้องการระบบขนส่ง ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น คือตัวบ่งชี้เรื่องนี้ได้ โดยเมืองเองสามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ ด้วยรถบัสพลังงานไฟฟ้า ที่ให้ประโยชน์เรื่องสภาพแวดล้อมได้ตามที่ผู้โดยสารต้องการ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดี ให้กับผู้โดยสารเนื่องจากรถบัสพลังงานไฟฟ้านั้นน่าเชื่อถือมากกว่า และเสียงเงียบกว่า

3.สอดคล้องตามกฏข้อบังคับ เมืองที่ใช้รถบัสพลังงานไฟฟ้า จะพร้อมรองรับอนาคตเนื่องจากตอบสนองความต้องการระดับประเทศ และข้อบังคับของเมืองที่เข้มงวดได้ นอกจากนี้ยังพร้อมรองรับความต้องการใหม่ๆได้ ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปต้องการให้หนึ่งในสี่ ของรถบัสที่หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อมา มีการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2025 นอกจากนี้ร่างกฏหมาย “Fit for 55” ของสหภาพยุโรป (ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 27 ประเทศให้ได้ 55%) ยังนำพาอุตสาหกรรมขนส่ง ซึ่งมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 20% ของสหภาพยุโรปทั้งหมด เข้าสู่กระบวนการขจัดคาร์บอน ของทางสหภาพยุโรปอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้มีการนำเสนอให้เพิ่มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการห้ามไม่ให้นำรถยนต์โดยสารรุ่นใหม่ ที่ใช้พลังงานฟอสซิลมาใช้ภายในปี 2035

ทั้งนี้รถโดยสาร eBus จะน่าเชื่อถือ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่ใช้ การเปลี่ยนจากรถบัสดีเซลเป็นระบบไฟฟ้า คือก้าวแรกของการมุ่งสู่การขนส่ง ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมืองต่างๆต้องมุ่งเน้นที่แหล่งกระจายพลังงานไฟฟ้า ได้ครบวงจรแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ เพื่อให้มั่นใจว่ามีพลังงานที่ยืดหยุ่น และน่าเชื่อถือสำหรับสถานีชาร์จของอู่รถบัส ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบางพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ

สำหรับไมโครกริด (ไมโครกริด คือเครือข่ายไฟฟ้าที่กักเก็บไฟได้ในตัวเอง) จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างไฟฟ้า ของรถบัสพลังงานไฟฟ้าได้ในอนาคตหรือไม่ก็ตาม แต่บริการเหล่านี้มีความสำคัญ ในการช่วยกำหนดขนาด ที่เหมาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และการกระจายไฟตามการใช้งานของรถโดยสาร เช่นวิ่งได้กี่กิโลต่อวัน และเวลาที่ต้องชาร์จไฟ รวมถึงการกำหนดขนาดที่เหมาะสมสำหรับไมโครกริด เพื่อการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไซต์ และให้เกิดความยืดหยุ่นได้ โดยสรุปแล้วในทันทีที่เปลี่ยนรถขนส่งมวลชนมาสู่ระบบไฟฟ้า ก็จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 155,000 ตันตลอดช่วงอายุการใช้งานไมโครกริด

Related Posts

Send this to a friend