ENVIRONMENT

กรมป่าไม้เตรียมปลดล็อกป่าชุมชนสู่ตลาด ‘คาร์บอนเครดิต’ ดันชาวบ้านรับสิทธิประโยชน์ 100% ภายในปี 2569

วันนี้ (5 มิ.ย. 69) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิดร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด ณ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

นายเสกสรร กว่ายะปาณิก ผู้อำนวยการสำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ กล่าวในกิจกรรม TED Talk ว่า ภาคป่าไม้และภาคชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกและพัฒนาคาร์บอนเครดิต ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าร้อยละ 31.43 แต่พื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตจริงมีไม่ถึง 30 ล้านไร่ เนื่องจากต้องเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเสื่อมโทรมหรือจำเป็นต้องดูแลฟื้นฟู ขณะที่ป่าชุมชนทั่วประเทศมีพื้นที่กว่า 6 ล้านไร่ ซึ่งมีศักยภาพนำเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิต

ภายใต้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 11,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 6.24 ล้านไร่ และตั้งเป้าขยายเป็น 15,000 แห่งในอนาคต ป่าชุมชนเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้ประชาชนกว่า 4 ล้านครัวเรือน มีมูลค่าการพึ่งพิงทรัพยากรป่ามากกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี และรองรับการกักเก็บคาร์บอนกว่า 39 ล้านตัน ทั้งนี้ ป่าชุมชนมีความเหมาะสมต่อการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตเนื่องจากมีขอบเขตชัดเจน มีกฎหมายรองรับ มีคณะกรรมการดูแลพื้นที่ และมีระเบียบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม

สำหรับการแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 18 กรณีภาคเอกชนสนับสนุน ผู้สนับสนุนรับส่วนแบ่งร้อยละ 50 ชุมชนรับร้อยละ 40 และกรมป่าไม้รับร้อยละ 10 ส่วนกรณีชุมชนดำเนินการเองตามมาตรา 50 ชุมชนรับร้อยละ 90 และกรมป่าไม้รับร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายปลดล็อกสัดส่วนร้อยละ 10 ของกรมป่าไม้ เพื่อให้ชุมชนรับผลประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตเต็มร้อยละ 100 โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569

ปัจจุบันมีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER แล้ว 326 แห่ง จำนวน 71 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 300,000 ไร่ และผ่านการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตกว่า 170,000 ตัน ขณะที่โครงการภายใต้มาตรา 18 ซึ่งมีภาคเอกชนสนับสนุน มีจำนวน 262 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 200,000 ไร่ มีปริมาณคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นกว่า 100,000 ตัน โดยมีหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนต่อเนื่อง เช่น ปตท. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ปตท.สผ.

นายเสกสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินโครงการคือการลดลงของปัญหาไฟป่า เนื่องจากทุกฝ่ายมีแรงจูงใจร่วมกันดูแลรักษาพื้นที่ป่า หากเกิดไฟป่าจะกระทบต่อปริมาณคาร์บอนเครดิตและผลตอบแทน การขับเคลื่อนเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วน ได้แก่ ชุมชน ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐ และกรมป่าไม้ เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

“หากสามารถสร้างกลไกคาร์บอนเครดิตให้เกิดขึ้นได้อย่างเข้มแข็ง ชุมชนจะมีรายได้สำหรับดูแลรักษาป่า ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภาครัฐจะมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น และประเทศไทยจะสามารถร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกได้อย่างยั่งยืน” นายเสกสรร กล่าว

Related Posts

Send this to a friend