POLITICS

‘ณัฐวุฒิ’ ยื่นอัยการสูงสุด วางแนวปฏิบัตินิรโทษกรรมคดีการเมืองทั่วประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

‘ณัฐวุฒิ’ ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้พิจารณากำหนดแนวทางปฏิบัติของอัยการ กรณีไต่สวนขอยุติการดำเนินคดี-ปล่อยตัวผู้ต้องขังการเมือง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ปลดล็อก 6,000 ผู้ต้องคดีการเมือง ลบบาดแผลความขัดแย้ง 20 ปี

วันนี้ (2 ต.ค. 69) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้พิจารณากำหนดแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าพนักงานอัยการกรณีที่มีการไต่สวนขอยุติการดำเนินคดีหรือขอปล่อยตัวผู้ต้องขัง ซึ่งต้องคดีความจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานความผิดตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ชัดเจนเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

นายณัฐวุฒิ ระบุว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 มีสาระสำคัญกำหนดให้ผู้ที่ต้องคดีความในทุกขั้นตอนสามารถรับผลในทางนิรโทษกรรมตามกฎหมายได้ทันที คาดว่าจะมีผู้ได้รับผลจากกฎหมายดังกล่าวไม่น้อยกว่า 6,000 คน

ที่ประชุมศาลฎีกามีหนังสือด่วนที่สุด โดยสำนักงานศาลยุติธรรม ส่งถึงหน่วยงานในสังกัดให้มีแนวปฏิบัติแบบเดียวกันว่าศาลสามารถใช้ดุลยพินิจและออกคำสั่งได้ทันที กรณีคดีความใดก็ตามที่ตรงตามบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข และมีความชัดเจนว่าเป็นความเคลื่อนไหวในนามของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง

ส่วนคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มอบหมาย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีการประชุมนัดแรกวันที่ 22 กันยายน 2569 มีมติตั้งอนุกลั่นกรอง 1 ชุด และอนุประชาสัมพันธ์ 1 ชุด ทำหนังสือแจ้งเวียนทราบถึงหน่วยงานต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการไต่สวนคดีความของแต่ละกลุ่มยังคงแตกต่างกัน เช่น บางคดีเจ้าพนักงานอัยการ ในฐานะโจทก์ ยื่นคัดค้านการออกคำสั่งปล่อยตัวของศาล จึงยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดให้พิจารณากำหนดแนวทางปฏิบัติต่อเจ้าพนักงานอัยการทุกภาคส่วนทั่วประเทศให้เป็นแนวทางเดียวกัน

นายณัฐวุฒิ ยืนยันว่าจะทำครบทุกคน ไม่ปล่อยมือทิ้งใคร ผู้ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศหลายคนถ้าคดีความเป็นเหตุให้ต้องลี้ภัย เป็นตามบัญชีแนบท้ายจะดำเนินการให้ทั้งหมด จะได้มีโอกาสกลับคืนสู่ภูมิลำเนา ถ้าขาดหกตกหล่นขอให้ติดต่อไปที่ทนายที่เคยทำคดีให้ หรือติดต่อมาที่ตนเอง ยินดีอำนวยความสะดวกให้ทุกช่องทาง

ส่วนกลุ่มเยาวชน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ขณะนี้มีความคืบหน้าเป็นลำดับ สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ กับกลุ่ม กปปส. ทราบว่าจะมีการไต่สวนคดีความช่วงเดือนตุลาคมนี้ ส่วนผู้ต้องขังคดีเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่น ได้ประสานกรมราชทัณฑ์เข้าพบเพื่อสอบถามสภาพชีวิตความเป็นอยู่ และปรึกษาหารือแนวทางที่จะลดทอนผ่อนปรนให้กับผู้ที่ยังต้องถูกจำขัง

“การเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือแม้กระทั่งการต่อสู้ทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพโดยชอบและได้รับการยอมรับคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการจะไปขีดเส้นหวงห้ามหรือจะไปร้องถามกับใครว่า ผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมแล้วต้องหยุดเคลื่อนไหวหรือไม่ คงจะทำอย่างนั้นไม่ได้ เพียงแต่เจตนารมณ์ที่ฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็หลาย ๆ ส่วนในสังคมเห็นด้วยที่จะให้มีกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับนี้ เพื่อลดทอนบาดแผลจากความขัดแย้ง ให้หลาย ๆ ฝ่ายได้ถอยกลับมาตั้งหลัก ได้มีโอกาสที่จะพูดคุยกันมากขึ้น” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ย้ำว่า ระหว่างที่กฎหมายนี้กำลังจะผ่านสภาฯ มีการตั้งคำถามเรื่องคดีฮั้ว สว. ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หากหมายถึงคดีปิดหน่วยเลือกตั้ง หรืออะไรทำนองนี้ อยู่ในกรอบกฎหมายนิรโทษกรรม

Related Posts

Send this to a friend