BANGKOK

ระดม “ท่อซิ่ง-เรือดันน้ำ” เร่งสูบน้ำเคหะร่มเกล้า เร่งปิดจุดน้ำย้อน-เติมเครื่องสูบเป็น 8 ตัว 24 ชม.

ระดม “ท่อซิ่ง-เรือดันน้ำ” เร่งสูบน้ำเคหะร่มเกล้า เร่งปิดจุดน้ำย้อน-เติมเครื่องสูบเป็น 8 ตัว 24 ชม.

วันนี้ (2 ต.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำท่อซิ่งพญานาค เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวน 4 เครื่อง มาติดตั้งเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวน 4 เครื่อง ซึ่งขณะนี้เปิดสูบน้ำตั้งแต่ช่วง 10.00 น. เป็นต้นไป โดยปริมาณน้ำลดระดับลงไม่มาก เนื่องจากว่ายังมีจุดที่น้ำย้อนอยู่ ทาง กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังสำรวจจุดดังกล่าว และพยายามปิดจุดน้ำย้อนนั้น ซึ่งเราได้เปิดสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมง และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไรที่น้ำจะแห้งหมด เพราะลักษณะพื้นที่เคหะร่มเกล้าแตกต่างจากเคหะชุมชนคลองจั่นพอสมควร ต้องจัดการแนวที่น้ำย้อนก่อน ถึงจะดูดได้เต็มที่ และจะประเมินได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไร นอกจากนี้ทาง กทม.ยังมีการประสานขอเครื่องสูบน้ำเพิ่มอีก 4 ตัว ไปติดตั้งอีกจุด ทำให้เราจะมีจุดสูบน้ำ 2 จุด จำนวน 8 ตัว ขณะที่กระทรวงกลาโหมได้มีการนำเรือดันน้ำมาเพิ่มอีก 4 ลำ จากคลองประเวศ เพราะปัจจัยที่จะทำให้น้ำลดไปได้เยอะหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในคลองประเวศด้วย ถ้าลงเยอะ น้ำที่นี่ก็ลงเยอะ ไหลไปลงอุโมงค์บึงหนองบอน แม่น้ำเจ้าพระยา และลงทะเลต่อไป และจะให้กรมจัดการน้ำเสีย นำจุลินทรีย์มาช่วยจัดการน้ำด้านใน เพื่อช่วยบรรเทาน้ำที่เน่าเสียก่อน ส่วนตอนนี้ หากมีฝนตกลงมาก็ส่งผลต่อปริมาณน้ำอยู่แล้ว แต่จากการพยากรณ์ภาพรวมฝนไม่ได้ตกต่อเนื่องนาน และหากมีปริมาณน้ำมาเติม ในช่วงหลังจากนี้สิ่งที่เราเตรียมไว้คือต้องพยายามพร่องน้ำให้มากที่สุดก่อน

ด้าน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการขยายเวลาโรงทานและมีการประสานนำน้ำดื่มเข้ามาเพิ่มอีก 5,000 แพ็ก แล้วมีบริการของการไฟฟ้า โดยจุดไหนที่ต้องการใช้ไฟทั้งเครื่องออกซิเจน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ก็สามารถแจ้งได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าปริมาณน้ำลดระดับลงประมาณ 10-20 เซนติเมตร แต่พื้นที่ด้านในชุมชนซอยลึกปริมาณน้ำยังคงสูงระดับอก และน้ำเน่าเหม็นส่งกลิ่น ส่วนเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิและอาสาสมัคร ยังคงนำสิ่งของมาบริจาคและพยายามกระจายอาหารและน้ำดื่มเข้าไปด้านใน ขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ด้านในได้เดินฝ่าน้ำมาพร้อมกับกะละมัง เพื่อมาซื้อของหรือรับอาหารที่บริเวณด้านนอก

Related Posts

Send this to a friend