AROUND THAILAND

‘เสรี’ ชี้ระดับน้ำน่านทรงตัว-มีแนวโน้มลดลง จับตาฝนระลอกใหม่ 23 ส.ค.นี้

‘เสรี’ ชี้ระดับน้ำน่านทรงตัว-มีแนวโน้มลดลง จับตาฝนระลอกใหม่ 23 ส.ค.นี้ เตือนดินอิ่มน้ำเสี่ยงดินถล่ม-น้ำป่า แนะท้องถิ่นตั้งวอร์รูมคู่ขนานส่วนกลาง กำหนดศูนย์อพยพให้ชัด หลัง Cell Broadcast ยังมีช่องว่างเข้าถึงประชาชน

วันนี้ (20 ส.ค. 69) รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่านว่า วันนี้พื้นที่ยังคงมีฝนตก จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ระดับน้ำในจังหวัดน่านขณะนี้จะทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำสูงคือ อ.เวียงสา

รศ.เสรีระบุว่า ในวันที่ 21-22 สิงหาคม ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง แต่จากการคาดการณ์ในวันที่ 23 สิงหาคม จะมีฝนเข้ามาอีกระลอก เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศบริเวณประเทศเวียดนามตอนเหนือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง รวมถึงจังหวัดน่าน จึงยังต้องเฝ้าระวังและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะการคาดการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้

อีกประเด็นสำคัญคือสภาพดินในหลายพื้นที่ขณะนี้มีความอิ่มตัวของน้ำสูง ทำให้พื้นที่ตอนบนมีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

รศ.เสรีกล่าวถึงระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast ว่า ที่ผ่านมาหลังมีการแจ้งเตือนจากส่วนกลาง มักได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนว่า เมื่อได้รับคำเตือนแล้วควรอพยพไปที่ใด หรือเหตุใดจึงไม่มีการระบุศูนย์พักพิงให้ชัดเจน

ทั้งนี้ การแจ้งเตือนจากส่วนกลางมีหน้าที่ส่งข้อมูลความเสี่ยงไปยังพื้นที่ แต่ไม่สามารถระบุศูนย์พักพิงของแต่ละหมู่บ้านหรือชุมชนได้ เนื่องจากต้องดูแลครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด ดังนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรตั้งวอร์รูมคู่ขนานกับส่วนกลาง เพื่อประสานข้อมูลและแจ้งประชาชนให้ชัดเจนว่า เมื่อเกิดเหตุควรเดินทางไปยังศูนย์พักพิงแห่งใด

รศ.เสรีกล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาในบางพื้นที่จะมีการส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนช่วงเวลาประมาณ 04.00-05.00 น. แต่ยังพบผู้เสียชีวิต สะท้อนว่าอาจยังมีช่องว่างในการสื่อสารหรือการเข้าถึงประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องนำเหตุการณ์มาวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนใด

สำหรับบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ภาคกลาง รศ.เสรีกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าสภาพโครงสร้างพื้นฐานและสภาพทางกายภาพของพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ในอดีตบางพื้นที่อาจรองรับฝนปริมาณ 100 มิลลิเมตรได้โดยไม่เกิดปัญหา แต่ปัจจุบันเพียง 60 มิลลิเมตรก็อาจเกิดน้ำท่วมได้แล้ว เนื่องจากสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการระบายน้ำของแต่ละพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น ท้องถิ่นจำเป็นต้องประเมินขีดความสามารถในการรองรับน้ำของพื้นที่ตนเอง เพราะแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน พร้อมจัดทำระบบเตือนภัยและระบบประเมินความเสี่ยงในระดับพื้นที่ หากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ปัญหาน้ำท่วมจะเกิดซ้ำ พร้อมสร้างความเสียหายและอาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิต

รศ.เสรีเห็นว่า รัฐบาลควรมีนโยบายผลักดันให้ท้องถิ่นมีศักยภาพด้านการเตือนภัยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณและเครื่องมือจำนวนมากยังรวมอยู่ที่ส่วนกลาง ขณะที่ส่วนกลางไม่สามารถประเมินสถานการณ์เฉพาะจุดได้อย่างละเอียดทุกพื้นที่

“อย่างกรณี อ.ปัว จ.น่าน ฝนตกถึงประมาณ 300 มิลลิเมตร ส่วนกลางอาจคาดการณ์ได้เพียงค่าเฉลี่ยประมาณ 60 มิลลิเมตร แต่เมื่อเกิดฝนเฉพาะจุดสูงถึง 300 มิลลิเมตร ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ นี่คือสิ่งที่เราต้องปรับปรุง” รศ.เสรีกล่าว

เมื่อถามว่า หากนำโมเดลการสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่นมาใช้ทั่วประเทศ จะช่วยลดการสูญเสียชีวิตและผลกระทบจากภัยพิบัติได้หรือไม่ รศ.เสรีกล่าวว่า หากท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชน ย่อมช่วยลดความเสียหายได้ แต่การเปลี่ยนผ่านให้ท้องถิ่นมีศักยภาพเพียงพอต้องใช้เวลา และจำเป็นต้องมีทั้งบุคลากร เครื่องมือ รวมถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม

Related Posts

Send this to a friend