POLITICS

‘ทนายวิญญัติ’ แจงหลังฟังไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราว คดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ชี้ ไม่เป็นธรรม

‘ทนายวิญญัติ’ แจงหลังฟังไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราว คดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ลั่นผลไม้พิษส่งผลมาหา ‘ทักษิณ’ พิษอย่างเดียวไม่พอ เอาผลไม้ไปแล้วยังให้หาผลไม้จากที่อื่นมาอีก ชี้ถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรม ถูกเรียกซ้ำจากเงินก้อนเดิม ท้า ‘ก. คลัง’ ออกมาปฏิเสธ เหตุมีหลักฐานถูกยึดไปหมดแล้ว ถามถ้าสุดท้ายผลออกมาเป็นคุณ ‘สรรพากร’ จะรับผิดชอบอย่างไร

วันนี้ (7 ต.ค. 69) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังนำนายทักษิณขึ้นเบิกความไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีเป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรยึดและอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อน เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่าการประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้ว โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

นายวิญญัติกล่าวว่า เบื้องต้นเป็นการรักษาการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ซึ่งศาลนัดไต่สวนวันนี้ พยานที่เรานำขึ้นเบิกความต่อศาลมี 2 ปาก คือ โจทก์ นายทักษิณ และพยานอดีตข้าราชการกรมสรรพากร ส่วนฝ่ายจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ 2 ปากด้านภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวว่าจะเห็นอย่างไร ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น.

นายวิญญัติกล่าวว่า เราเปิดคดีนี้เพื่อขอวางกรอบประเด็นข้อพิพาทใหม่จากประเด็นเดิม ซึ่งเหตุผลที่ต้องย้ำเรื่องนี้ เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตจากหลายคนที่ให้ความเห็นทางกฎหมาย รวมถึงอัยการเอง ว่าเราดำเนินการฟ้องซ้ำกับประเด็นเดิมที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษากลับ 2 ศาลชั้นต้นเมื่อปีที่แล้วไป

นายวิญญัติกล่าวว่า ศาลภาษีอากรวินิจฉัยการประเมินกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการประเมินเท่านั้น เนื่องจากมีข้อโต้แย้งว่า การประเมินไม่มีกระบวนการออกหมายเรียก ประเมินโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรก็ดี หรือการประเมินดำเนินการโดยการละเลยระเบียบข้อปฏิบัติบางประการ แม้สุดท้ายวินิจฉัยว่าประเมินชอบ แต่การประเมินนั้นไม่ได้บอกว่าต้องมาบังคับหนี้หรืออย่างไร กรมสรรพากรนำคำพิพากษานั้นมาเร่งรัดยึดอายัดทรัพย์นายทักษิณไปรวม 90 ล้านบาท ซึ่งในนั้นมีรถอยู่ด้วย โดยเป็นรถกันกระสุน 2 คัน ที่สั่งผลิตพิเศษ

ดังนั้น ความจำเป็นเหล่านี้ เราเห็นว่าเงินที่ท่านถูกอายัดในครั้งหลัง แท้จริงแล้วเป็นเงินได้ที่ทางรัฐยึดและจัดเก็บไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อน 46,000 ล้านบาท ถูกเอาเงินได้พึงประเมิน หรือเงินจากการขายหุ้นที่ถูกยึดไปแล้วในคดีนี้ ยึดเข้าคลังไปแล้ว รัฐได้ประโยชน์แล้ว เอาเข้ากระเป๋าเขาไปแล้ว แต่กรมสรรพากรอ้างว่าตัวเองไม่จัดเก็บนั้น เป็นธรรมกับอดีตนายกฯ ทักษิณหรือไม่

นายวิญญัติกล่าวว่า การอายัดครั้งหลัง เอาเงินได้ที่ไม่มีอยู่แล้ว ถูกจัดเก็บเข้าไปแล้ว พวกท่านเอาไปทำอะไร เคยชี้แจงหรือไม่ จะบอกว่ากรมบัญชีกลางได้รับเงินไปครบแล้ว สรรพากรไม่ได้รับเงินอย่างนี้หรือ กระทรวงการคลังคือหน่วยงานเดียวกันใช่หรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่เรานำมาสื่อสารในคดีนี้ ขอย้ำว่า วันนี้พิจารณาเพียงว่ามีเหตุ มีเหตุสมควรที่จะให้คุ้มครองชั่วคราวระหว่างก่อนพิพากษาหรือไม่ การขอคุ้มครองของเราไม่ได้ขอเพิกถอนคำสั่งอายัด เพราะอยู่ในประเด็นพิจารณาคดีที่ศาลจะวินิจฉัยเป็นคำพิพากษา

“แต่ประเด็นวันนี้ คือเงินอายัดโอนเข้ากระทรวงการคลัง ทั้ง 90 ล้านบาท อายัดไว้ให้อยู่ในบัญชี มีดอกเบี้ยดอกผลขึ้นก็ทำได้ ท่านโอนเงินไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว แม้บอกว่าอายัดทางทะเบียนเรื่องรถยนต์ ก็ยังใช้ได้อยู่ แต่พวกท่านชอบทำตามกระแสหรือไม่ ถ้าวันไหนวันหนึ่งบอกว่า ต้องเอารถไปขายยึดอายัดทรัพย์ทุกอย่าง ขายทอดตลาด ถ้าวันใดที่ท่านชนะคดีขึ้นมา หรือคำพิพากษาเป็นคุณต่อท่าน กรมสรรพากรที่เป็นหน่วยงานจริยธรรมภาษี จะรับผิดชอบอย่างไร นี่คือคำถามตัวโต ๆ กรอบคุณธรรมจัดเก็บภาษีควรมีหรือไม่ อ้างว่าต้องจัดเก็บภาษี แต่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ต้องเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมหรือไม่” นายวิญญัติกล่าว

นายวิญญัติกล่าวถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัดเพิ่มเติม คือบัญชี 90 ล้านบาท รถยนต์ 5 คัน ในนั้นมีรถกันกระสุน 2 คัน โดยนายทักษิณก็เบิกความต่อศาลชัดเจนว่า รถกันกระสุนนั้นช่วยชีวิตท่านมาหลายครั้ง เมื่อท่านถูกลอบสังหารในอดีต แต่ลอบสังหารจากใครอย่างไร พวกท่านลองสืบค้นดู อดีตนายกฯ มีคนเดียวที่ถูกลอบสังหารถึง 4 ครั้ง รถกันกระสุนจึงมีความสำคัญ มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการดำรงชีวิตของท่าน ชีวิตของท่าน ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีใครคุ้มครองท่านได้ ท่านต้องดูแลตัวเอง และยังมีที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมกับน้องสาวที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

นายวิญญัติมองว่า แม้จะมีการถอนคำสั่งขายทอดตลาด แต่ยังมีโอกาสที่จะขายทอดตลาดได้ เนื่องจากกระบวนการของสรรพากรยังดำเนินอยู่ จึงเห็นว่า สรรพากรพวกท่านเคยไปทวง เคยไปคิดบัญชีกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวกันหรือไม่ เคยถามหรือไม่ว่า เงินได้ที่ได้จากการขายหุ้นตามคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้ง 2 ศาลนั้นไปไหน หรือถูกใช้เป็นประโยชน์กับรัฐอย่างไร

เมื่อถามว่า คำสั่งคุ้มครองครอบคลุมถึงการถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายด้วยหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า นั่นคือมาตรการที่อธิบดีคนก่อนพยายามที่จะกระตือรือร้นดำเนินการ ว่าหากไม่จ่ายต้องฟ้องล้มละลาย แต่เป็นเรื่องในอนาคต กระบวนการที่เราโต้เถียงนั้นมีหนี้ภาษีค้างอยู่จริงหรือไม่ พวกท่านก็ต้องชะลอไว้ ยังมีเวลา การรีบดำเนินการเร่งรัดอายัดขู่ฟ้องล้มละลาย เราต้องไปต่อสู้กัน แบบพวกท่านจะรีบทำเพื่ออะไร

นายวิญญัติย้ำว่า เงิน 5,800 ล้านบาท กับ 46,000 ล้านบาทนั้น ท่านไม่มีหน้าที่เอาเงิน 90 ล้านบาท หรือ 15,000 ล้านบาทมาจ่ายด้วยซ้ำ ดังนั้น การสั่งอายัดล่าสุด คือ 17,000 ล้านบาท ที่มาจาก 58,000 ล้านบาท ซึ่งอ้างว่าท่านต้องเสียภาษีจากรายได้การขายหุ้น และมีการคิดเบี้ยปรับนั้น กฎหมายกำหนดว่าไม่เกิน 1 เท่า 5,800 ล้านบาท สองครั้งคูณกันไป และยังมีเรียกเงินเพิ่มอีก 5,800 ล้านบาท รวมกัน 3 ยอด เป็น 17,000 ล้านบาท แต่แม้ว่าจะรวมกัน 1 ยอดหรือ 3 ยอด ทุกก้อนล้วนมาจากวันที่ศาลยึดไป โดยกรมสรรพากรพยายามต่อสู้ว่าเป็นคนละตัวกัน การจัดเก็บถูกคิดในคดีร่ำรวยผิดปกติคนละส่วนกัน

“เราจึงย้อนถามว่า เป็นเงินได้ก้อนเดียวกันหรือไม่ จัดเก็บไว้แล้ว ยังให้ผู้เสียภาษีคนหนึ่งมาจ่ายอีกหรือ เงินไม่ใช่น้อย ๆ ไม่ใช่ 17,000 บาท แต่เป็น 17,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในก้อน 46,000 ล้านบาท ถ้าไม่ใช่ออกมาปฏิเสธ กระทรวงการคลังออกมาปฏิเสธได้เลย ผมมีหลักฐานว่ากระทรวงการคลังยึดไปแล้ว” นายวิญญัตียืนยัน

นายวิญญัติกล่าวถึงการพิจารณาคดีหลักว่า เข้าสู่กระบวนการอัยการขอขยายยื่นคำให้การอีกครั้ง เนื่องจากอ้างว่าคดีนี้ซ้ำซ้อน ต้องรื้อค้นคำพิพากษาเก่า ๆ ก็เป็นสิทธิที่เราไม่คัดค้าน แม้ขยายครั้งที่สามแล้ว เขาขอไว้ถึง 9 ตุลาคม 2569 ศาลจึงนัดไกล่เกลี่ยวันที่ 21 ธันวาคม 2569 และก่อนหน้านั้น จะเป็นการนัดฟังคำสั่งชั่วคราวก่อน

สำหรับเรื่องผลไม้พิษที่นายทักษิณเบิกความนั้น พยายามสื่อถึงอะไร นายวิญญัติชี้ว่า เป็นทฤษฎีกฎหมาย อุปมาทางกฎหมาย เรื่องผลไม้พิษ ขั้นตอนอายัด ผลไม้พิษของต้นไม้พิษ ท่านถูกอายัดยึดทรัพย์ ดำเนินคดี จากคณะยึดอำนาจ 2 คณะอย่างน้อย ๆ คณะที่ถูกแต่งตั้ง ถูกกลุ่มบุคคลที่มาจากอำนาจดังกล่าว ล้วนแต่เป็นผลไม้พิษ

“ท่านถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมแบบนี้ พวกท่านเห็นว่าท่านควรได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ อยากเข้าสู่การปรองดองสมัครสมาน ไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง แล้วทำไมถึงไม่มองสิ่งที่ท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอด ท่านควรได้รับบ้าง วันนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผลไม้พิษส่งผลมาหาท่าน พิษอย่างเดียวไม่พอ เอาผลไม้ไปแล้ว ยังให้ท่านหาผลไม้จากที่อื่นมา เอาชัด ๆ ไม่เป็นไร เราไม่ไปต่อว่าหรือโต้แย้งกระบวนการในศาล เรากำลังบอกว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เมื่อไม่เป็น หรือเห็นว่าเป็นปัญหา เช่น กฎหมายที่กำลังออก พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ออกมาเพื่ออะไร ก็เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาด้วย ประเทศชาติอยู่ในความขัดแย้งมาตลอด” นายวิญญัติทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend