นายกฯ นำทีมเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล
นายกฯ นำทีมเปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT บุกค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ยึดเครื่องขุดกว่า 1,900 เครื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 280 ล้านบาท ย้ำเอาผิดถึงนายทุน-ผู้สนับสนุน-เจ้าหน้าที่รัฐ สั่งขยายผลยึดทรัพย์ ตัดวงจรอาชญากรรมเศรษฐกิจ
วันนี้ (23 ก.ค. 69) เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT บุกตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการเทคโนโลยีและสารสนเทศ และนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมแถลงข่าว
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการขุดเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคม สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ โดยรัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสืบสวน ขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นายทุน ผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ
นายอนุทินกล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานของรัฐไม่ได้มุ่งเพียงการจับกุมหรือยึดของกลาง แต่จะมุ่งตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งการดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางลักลอบใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคของประเทศ
นายอนุทินย้ำว่า ความเสียหายสูงสุดที่รัฐได้รับคือการลักลอบใช้ไฟฟ้าสาธารณะ โดยเป็นการต่อสายตรงจากระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผ่านหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อใช้ในกิจการขุดเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมากและสร้างความเสียหายต่อภาครัฐอย่างมหาศาล
“การยึดทรัพย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินด้านเทคโนโลยีที่เสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็ว หากถูกเก็บไว้ระหว่างดำเนินคดี ดังนั้นต้องเร่งขยายผลไปถึงผู้สนับสนุน ผู้ประกอบการ ลูกค้า และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปล่อยให้มีการลักลอบใช้ไฟฟ้า พร้อมยึดทรัพย์และเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกลับคืนเป็นของรัฐเพื่อชดเชยความเสียหาย” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กรมศุลกากรเข้าตรวจสอบการนำเข้าอุปกรณ์ที่ใช้ในการขุดเงินดิจิทัล โดยระบุว่าอุปกรณ์เหล่านี้ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ และสามารถตรวจสอบข้อมูลการสำแดงสินค้าและวัตถุประสงค์การนำเข้าได้จากระบบของรัฐ ยืนยันว่า รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ นำผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด และจะขยายผลต่อเนื่อง พร้อมเตือนไปยังผู้ที่ยังประกอบธุรกิจลักษณะดังกล่าวให้ยุติการกระทำ เพราะการตรวจสอบและการขยายผลจะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งผู้บริหารฝ่ายปกครองและตำรวจในพื้นที่จะเข้ารับช่วงดำเนินการต่อ ไม่มีทางที่จะรอดไปได้โดยเด็ดขาด
ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยผลปฏิบัติการ SILENT VOLT โดยนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 7 จุด ประกอบด้วย โรงงานหรือโกดังต้องสงสัย 2 แห่งในจังหวัดสมุทรสาคร และบ้านพักพร้อมสำนักงานของกลุ่มนายทุนที่เกี่ยวข้องอีก 5 แห่งในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม
จากการสืบสวนพบว่า เป็นเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลต่อเนื่องมากว่า 1 ปี โดยใช้โกดัง 2 แห่งในจังหวัดสมุทรสาครเป็นสถานที่ติดตั้งเครื่องขุดเงินดิจิทัล และลักลอบต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงขนาด 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบริเวณด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า
ผลการตรวจค้นโกดังแห่งแรก พบการลักลอบใช้ไฟฟ้าผ่านหม้อแปลงขนาดประมาณ 2,500 kVA มีปริมาณโหลดไฟฟ้า 3.05 เมกะวัตต์ พร้อมตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลกว่า 900 เครื่อง ส่วนโกดังแห่งที่สอง พบการลักลอบใช้ไฟฟ้าผ่านหม้อแปลงขนาด 2,000 kVA และ 1,500 kVA มีปริมาณโหลดไฟฟ้า 3.04 เมกะวัตต์ ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลกว่า 1,900 เครื่อง มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท
เบื้องต้นประเมินความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าในโรงงานทั้งสองแห่งประมาณ 280 ล้านบาท และนับตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลรวม 11,390 เครื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 4,445 ล้านบาท
นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังเข้าตรวจค้นบ้านพักและสำนักงานของผู้เกี่ยวข้องอีก 5 แห่งในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม พบผู้เกี่ยวข้องและตรวจยึดเอกสารหลักฐานสำคัญจำนวนมาก
กรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า หากการทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลดำเนินการอย่างถูกต้องและชำระค่าไฟฟ้าตามจริง เครื่องขุดประมาณ 2,000 เครื่อง จะมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละประมาณ 22 ล้านบาท แต่ในคดีนี้มีการชำระค่าไฟเพียงเดือนละ 10,000-25,000 บาท ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล กระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ














