POLITICS

‘เท้ง’ ร่วมวงเสวนาถอดบทเรียน 5 ปี พ.ร.บ.ทรมานอุ้มหาย

‘เท้ง’ ร่วมวงเสวนาถอดบทเรียน 5 ปี พ.ร.บ.ทรมานอุ้มหาย ชูปฏิรูปกองทัพ เลิกเกณฑ์ทหารสู่ระบบสมัครใจ เสียดายสภาฯ ไม่รับหลักการร่าง กม.ธรรมนูญศาลทหารฉบับ ปชน. หวังดันคดีอุ้มหายขึ้นศาลพลเรือน

วันนี้ (22 ก.ค. 69) เวลา 13.30 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงานเสวนา “5 ปี พ.ร.บ.ทรมานอุ้มหาย: บทเรียนจากการบังคับใช้กฎหมาย ข้อจำกัดการเข้าถึงความยุติธรรม และข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย” ณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายณัฐพงษ์เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าหน้าที่รัฐคือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่วันหนึ่งประชาชนกลับต้องตกเป็นเหยื่อโดยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นปัญหาที่ค่อนข้างมีความเลวร้ายและเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนเรื่องผลสัมฤทธิ์ในการใช้กฎหมายฉบับนี้ เราอาจจะรู้สึกว่าการป้องกันการซ้อมทรมาน หรือการบังคับให้สูญหายเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากวันหนึ่งบุคคลที่ถูกกระทำกลายเป็นบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่อยู่ใกล้ตัว

ดังนั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้เราปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต ที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง

ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายให้ได้ผลสัมฤทธิ์จึงเป็นข้อถกเถียง ซึ่งต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างคดี ‘ลุงเปี๊ยก’ หรือนายปัญญา คงแสนคำ ถูกตำรวจ สภ.อรัญประเทศ บังคับทรมานให้รับสารภาพในคดีฆาตกรรมป้าบัวผัน ซึ่งรัฐจะต้องนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ คดีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์อย่างไร ยังมีอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศที่กฎหมายของเรามีช่องว่างช่องโหว่อยู่

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อถึงกรณีพลทหารที่ถูกทรมานจากผู้บังคับบัญชาในกองทัพ ทำให้เข้าถึงข้อมูลยากลำบาก ต้องเผชิญกับข้อถกเถียงว่ากรณีลักษณะนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจศาลพลเรือนหรือศาลทหาร น่าเสียดายในการพิจารณา พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารที่เข้าสู่สภาฯ ในวันที่ 17 พ.ค. ผ่านมา แม้จะรับหลักการร่างของ ครม. แต่กลับไม่ได้รับหลักการร่างของพรรคประชาชนที่เสนอให้คดีทรมาน คดีอุ้มหาย คดีการทุจริตต่อหน้าที่ คดีที่ทหารทำกับพลเรือนอยู่ในเขตอำนาจศาลพลเรือนอย่างชัดเจน เพราะเป็นโอกาสในการปิดช่องโหว่ให้กับกฎหมาย

พรรคประชาชนจะเดินหน้าปฏิรูปกองทัพและศาลทหารเปลี่ยนสู่ระบบทหารสมัครใจ กำหนดมาตรฐานการฝึกที่ตรวจสอบได้ และกลไกการรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากของกองทัพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก

นายณัฐพงษ์กล่าวว่าความสำเร็จของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่ควรถูกวัดจากกรณีที่ศาลตัดสินตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ปัจจัยสำคัญคือการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขกระบวนการยุติธรรม และวิธีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทรมานหรือการบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นอีก สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในกองทัพต้องดำเนินการ 3 เรื่องหลัก ได้แก่

1.เปลี่ยนระบบบังคับเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เกิดการทรมานในกองทัพ

2.การกำหนดมาตรฐานการฝึก การลงโทษ การรักษาพยาบาลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

3.การเปิดพื้นที่ภายในกองทัพให้หน่วยงานภายนอกสามารถเข้ามาตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่าเราจะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในสังคมไทย ขอแสดงความเสียใจต่อทุกครอบครัวผู้สูญเสีย ยืนยันว่าทุกความสูญเสียจะไม่ต้องจบลงเพียงรายชื่อตามรายงานในหน้าข่าว แต่ต้องกลายเป็นบทเรียนสำคัญของพวกเราในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวต้องเผชิญกับความสูญเสียอีกในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการกล่าวเปิดงาน ผู้แทนผู้จัดงานได้มีการนำเสนอข้อเสนอแนะและสะท้อนปัญหาจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวต่อนายณัฐพงษ์ และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา

ผู้แทนหวังว่ากลไกรัฐสภาจะทำให้กฎหมายสามารถคุ้มครองประชาชนได้ตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง อาทิ การตีความเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจำกัดเพียงเจ้าหน้าที่รัฐไทย แต่กรณีของผู้ลี้ภัยกลับไม่ครอบคลุมเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ การตีความการควบคุมตัวภายใต้มาตรา 3 ที่ไม่มีการบันทึกภาพและเสียง ความผิดการฝึกและลงโทษทหารเกณฑ์ที่มักถูกตีความให้เข้าองค์ประกอบที่เบากว่าและถูกส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพียงฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ การยุติการสอบสวนการถูกบังคับให้สูญหาย และการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับโดยไม่มีการคัดกรองความเสี่ยง โดยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาการใช้กฎหมายฉบับนี้ให้มีประสิทธิภาพ

Related Posts

Send this to a friend