POLITICS

‘จักรภพ’ บอกในฐานะคนที่ต่อสู้มา พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข ถือเป็นจุดเริ่มต้นความก้าวหน้า

‘จักรภพ’ บอกในฐานะคนที่ต่อสู้มา พ.ร.บ. สร้างเสริมสันติสุข ถือเป็นจุดเริ่มต้นความก้าวหน้าในประเทศ มองคงไม่ได้ดั่งใจตนเองทุกอย่าง เปรียบเราไม่สามารถพาทุกคนไปได้ แต่ต้องสร้างเรือเพื่อพาคนไปให้ได้มากที่สุด และย้อนกลับมารับคนที่เหลือ

วันนี้ (8 ก.ค. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสันติสุข พ.ศ. … หลังจากที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร

นายจักรภพ เพ็ญแข สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายว่า ตนเองในฐานะที่ผ่านชีวิตการต่อสู้มาพอสมควร ไม่มากไม่น้อยไปกว่าวีรชนท่านอื่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ปล่อยให้ลุกลามเรื่อยไปนั้น กัดกินชีวิตจิตใจและวิญญาณของคน ชนิดที่หาเปรียบปานได้ยาก การต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นผ่านมาหลายปีแล้ว แต่วันนี้ครอบครัวคนตายยังเดือดร้อนกันอยู่ คนที่ต่อสู้ครั้งนั้นไม่ถึงกับตายแต่พิการทางร่างกาย ทางสมอง กลายเป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็มาก และยังมีปัญหาต่าง ๆ ติดตามมาอีกมากในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมานี้

สิ่งที่ได้คิดระหว่างลี้ภัยทางการเมืองในต่างประเทศนั้น อันดับแรกสุดคือต้องเรียนรู้ในการข่มใจตนเอง ในสังคมที่มีความหลากหลายมากมาย มีจารีตประเพณี มีประเพณีการปกครอง มีคนที่ได้รู้ว่าโลกถึงขั้นไหน อยากให้ประเทศไทยไปถึงขั้นนั้น อยู่รวมกันในที่เดียวกัน ดังนั้นเมื่อมอง พ.ร.บ. นี้ ไม่ได้มองในฐานะกฎหมายที่มีความสมบูรณ์สูงสุด แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่เราพิจารณาว่าเราจะห้ามเลือดประเทศได้อย่างไร หากตนเองเลือกได้ตามใจก็อยากได้ฉบับก่อนที่วุฒิสภาจะขอแก้ไข แต่หากมองอย่างคนที่ผ่านวิบากกรรมทางการเมืองของตนเองและของผู้อื่นมารวมกัน ตนคิดว่าเราต้องมีจุดเริ่มต้นอย่างไม่ต้องรั้งรออีกต่อไป กฎหมายฉบับนี้ได้ให้อะไรหลายอย่างที่เราไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อน ไม่ได้บอกว่าดีวิเศษ แต่ต้องคำนึงถึงด้านที่เป็นประวัติศาสตร์ไว้ด้วย การนิรโทษกรรมหรือการล้างความผิดที่สะเทือนใจกัน บางครั้งส่วนใหญ่ทำโดยระบอบทหารที่ยึดอำนาจมาในวงจรอุบาทว์ที่เราเรียกกัน แต่ในครั้งนี้จะเป็นการเสนอกฎหมายโดยรัฐสภาและรัฐบาลที่เป็นพลเรือน ในยามที่เราเรียกว่าเป็นประชาธิปไตย จะถูกใจหรือไม่ถูกใจนั้นก็เป็นอีกเรื่อง แต่เราอยู่ในโครงสร้างในจารีตนั้นในปัจจุบัน

นายจักรภพกล่าวว่า เมื่อสองสภาร่วมมือกันและผ่านกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นอีกข้อที่เราต้องสังวรไว้เช่นเดียวกันว่ามันมีความก้าวหน้าในภาพรวม ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ตามใจในทุกสิ่งที่เราต้องการ ไม่ได้ดั่งใจตามที่ตนเองต้องการเลย แต่ตนเองพอใจที่เห็นประเทศชาติเรียนรู้บทเรียนและสามารถนำบทเรียนเหล่านั้นมาสร้างจุดเริ่มต้นได้

นายจักรภพกล่าวว่า การอภิปรายของสมาชิกมีประสบการณ์ทั้งนั้น และแต่ละคนมีวิธีการเสริมสร้างสังคมสันติสุขให้ดียิ่งขึ้นกว่ากฎหมายฉบับนี้ต่อไปในอนาคตด้วย ตนเองไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องเริ่มต้นโดยการทำให้ทุกอย่างนั้นเป็นไปตามที่เราต้องการ ตนเองนึกถึงน้อง ๆ ที่อยู่ในเรือนจำ นึกถึงว่าหากอยู่ด้านนอกจะสร้างความเจริญได้มากแค่ไหนก็ยิ่งเสียดาย ประเทศไทยเรามีจุดเด่นของการรวมระบบจารีตประเพณีเข้ากับระบบสมัยใหม่ การมาเจอกันที่เกิดการปะทะสังสรรค์หรือไม่ก็ตามนั้น เป็นของที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกฎหมายนี้เราควรตั้งคำถามว่ามันช่วยตั้งต้นให้บ้างหรือไม่ หากตั้งต้นได้บ้าง ตนเองในฐานะที่ผ่านการต่อสู้มาต้องบอกว่าตนเองพอใจที่เห็นระบบเดินไปข้างหน้า ไม่พอใจที่เห็นทุกข้อความที่เราอยากได้ไม่ปรากฏอยู่ในนี้ แต่เราคำนึงถึงประเทศชาติ และในขณะที่ตนเองอยู่ต่างประเทศได้เห็นความเจริญของประเทศอื่น ๆ ก็เป็นห่วงประเทศไทย เพราะระยะเวลา 15 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในไทยนั้น ตนเองไม่เคยหยุดคิดถึงประเทศไทยแม้แต่วินาทีเดียว ได้เห็นว่าประเทศไทยมีคนเก่งมากมาย แต่เมื่ออยู่ในระบบความขัดแย้งแบบไทยยังหาทางออกจากข้อพิพาทไม่สำเร็จสักที เรายังหาสูตรในการเลิกทะเลาะกันไม่ได้สักที ซึ่งอาจเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เรากลายเป็นศิลปิน เป็นคนที่มีความงอกงามในทางนวัตกรรม สร้างสรรค์กว่าหลายชาติ

“อยากให้สมาชิกเลือกพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ในทัศนะของการพัฒนาประเทศ เราไม่สามารถพาทุกคนไปได้ในขณะนี้ แต่เราต้องสร้างเรือที่จะพาคนไปได้มากที่สุด และวันหลังเราจะย้อนกลับมารับคนที่ติดค้างอยู่ ซึ่งยังติดค้างอยู่อย่างมหาศาล แต่ในเมื่อมันมีทะเลให้ต้องไป ก็อย่าหยุดคิดเรื่องการสร้างเรือเลย” นายจักรภพกล่าวทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend