‘อภิสิทธิ์’ หนุนหลักการนิรโทษกรรม แต่ท้วง 2 จุด สว. แก้ไข หวั่นกระทบเป้าหมายสันติสุข
‘อภิสิทธิ์’ สนับสนุนมีกฎหมายนิรโทษกรรม แต่หากต้องการสร้างสันติสุขจริง ควรให้เยาวชนมีสิทธิตัดสินใจขอบำบัดฟื้นฟู เพื่อได้รับโอกาสใหม่ สร้างทางเลือกเฉพาะกรณีที่ร้องขอเท่านั้น แปลกใจเพิ่ม ‘พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแนบท้าย’ มาทำไม หวั่น ‘ฮั้ว สว.-พรรคการเมืองหนุน’ ได้อานิสงส์นิรโทษกรรมด้วย เตือนสมาชิกรัฐสภาหากทำหน้าที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผิด ม. 114 รธน. ย้ำต้องพิจารณาให้รอบคอบอย่างถ่องแท้
วันนี้ (8 ก.ค. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสันติสุข พ.ศ. … หลังจากที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายว่า ตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ได้สนับสนุนให้มีกฎหมายฉบับนี้ ที่ต้องการนิรโทษกรรม เพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ การเดินไปข้างหน้าของสังคม และสร้างความสันติสุข โดยมีข้อยกเว้นในมาตรา 3 ในเรื่องความผิดฐานการทุจริตประพฤติมิชอบ มาตรา 112 การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส ถือเป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือกลุ่มบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐเป็นการเฉพาะกลุ่ม
นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า หลักการเหล่านี้เราเห็นด้วย และตระหนักดีว่ามีประชาชนได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้จำนวนมาก ประมาณ 6,000 คนที่รอคอยจะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ แต่หน้าที่ของเราในวันนี้ต้องพิจารณาว่า สิ่งที่ทาง สว. แก้ไขกฎหมายที่สภาเห็นชอบมีนัยสำคัญอย่างไร และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมาพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ให้เกิดความรอบคอบ
นายอภิสิทธิ์ระบุว่า การแก้ไขของ สว. ในมาตรา 11 ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน และมาตรา 112 ซึ่งมาตรานี้ชัดเจนว่าไม่ได้ยกเว้นมาตราหลักคือ มาตรา 3 จะแก้ไขหรือไม่แก้ไขมาตรานี้อย่างไร ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 ก็ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่มาตรานี้เป็นเรื่องของผู้ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมเพราะเข้าข่ายข้อยกเว้น แต่กระทำความผิดในขณะที่เป็นเยาวชน ซึ่งเขาควรจะมีทางเลือก ต้องเป็นเฉพาะกรณีที่เขาร้องขอเท่านั้น คือขอที่จะให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าทำแผนบำบัดฟื้นฟูได้หรือไม่ ถ้าเขาไม่ขอ ก็ถูกดำเนินคดีเหมือนเดิม ถึงขอก็ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่หมายความว่าเขามองเห็นแล้วว่าต้องการการบำบัดฟื้นฟู และกฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้เขา
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราต้องพูดกันคือถ้าต้องการสร้างสันติสุขจริง ๆ กรณีที่เยาวชนกระทำความผิดและไม่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่ตัดสินใจขอบำบัดฟื้นฟูนั้น ควรจะได้รับโอกาสใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีความแน่นแฟ้นดีขึ้นจากกระบวนการนี้ หรือคิดว่าการเขียนข้อยกเว้นอย่าง สว. แล้วดำเนินคดีไป จะสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า เราอาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ในเรื่องเหล่านี้
นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำว่า แต่ไม่ใช่จะสรุปว่าฝ่ายหนึ่งถูก ฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี ฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี มีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการเปิดโอกาสให้กับเยาวชนที่จะเข้ามาช่องทางนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่ทำให้ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ลดลง และหากทำเช่นนี้จะเป็นการส่งเสริมให้คนกระทำความผิดในวันข้างหน้านั้นก็ไม่เกี่ยว เพราะใครกระทำความผิด วันนี้ก็ต้องรับโทษ ไม่ได้รับอานิสงส์ใด ๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้นจึงเป็นประเด็นหนึ่งที่เราเห็นว่าควรที่จะมีการพิจารณาให้รอบคอบอย่างถ่องแท้ เพื่อความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ และเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการที่ สว. เพิ่มบัญชีท้ายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มีการกำหนดเงื่อนไขเฉพาะที่ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ แต่ที่แปลกใจคือคิดว่าตนเองและเพื่อน ๆ ที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด ไม่เคยทราบเลยว่าความขัดแย้งทางการเมือง เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาครั้งที่ผ่านมาอย่างไร
“ยังไม่เคยมีใครบอกได้เลยว่า ใครจะมีปัญหาในคดีนี้ที่เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมือง แต่เมื่อมีการใส่เรื่องนี้เข้ามา หมายความว่า ต่อไปหากใครโดนดำเนินคดีเรื่องนี้ ก็สามารถที่จะให้คณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไปชี้ได้ว่าสมควรจะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ แต่หากจะบอกว่าเขียนไว้แล้ว ที่เราพูดว่า สว. ก็แปลว่า เป็นการทุจริตเลือกตั้งไม่เป็นธรรม”
นายอภิสิทธิ์คิดว่า การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมที่ทุจริตก็จะไปจบลงจากการวินิจฉัยของ กกต. ต้องเลือกตั้งใหม่ แจกใบเหลือง ใบแดง หรือเพิกถอนสิทธิใครอย่างไร แต่มันมีความผิดอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เช่น กรณีที่พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุน หากวันข้างหน้าการดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่อง สว. กกต. อาจดูเหตุการณ์แล้วบอกว่า ไม่มีปัญหาการเลือกตั้งที่จะต้องไปเพิกถอนสิทธิใคร แต่พบหลักฐานชัดเจนว่ามีคนของพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คนที่ไปเกี่ยวข้องก็จะอ้างว่านี่เป็นความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ไม่ได้เกี่ยวเพราะการเลือกตั้งไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดทุจริต ก็ได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ตนเองอาจจะตีความผิดก็ได้ แต่เชื่อว่าเป็นประเด็นที่สมควรแก่การมาร่วมกันพิจารณา เพื่อให้เกิดความถ่องแท้และความสบายใจ เพราะหากไม่พิจารณาสองประเด็นนี้อย่างถ่องแท้ สุดท้ายเราจะสร้างปมความขัดแย้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ใครก็ตามในสภานี้ที่เห็นชอบกันตามนี้ น่าจะปฏิบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ คือเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ทำหน้าที่โดยมีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อห้ามตามมาตรา 114 ของรัฐธรรมนูญ













