กรมอุตุฯ ชี้ไทยรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ปลายปีได้ ระบุปรากฏการณ์ ‘PDO เฟสเย็น’ ช่วยบรรเทาแล้ง
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิดร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ
ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวในกิจกรรม TED Talk ว่า ความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเอลนีโญเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิก (PDO) ซึ่งสามารถส่งเสริมหรือหักล้างความรุนแรงของเอลนีโญและลานีญา โดยสถานะปัจจุบันของ PDO อยู่ในเฟสเย็น จึงไม่ช่วยเสริมให้เอลนีโญรุนแรงหรือยืดเยื้อ ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดความเสี่ยงของสถานการณ์ภัยแล้งในระยะข้างหน้า
ปัจจุบันเอลนีโญกำลังพัฒนาเข้าสู่ช่วงที่มีความรุนแรงมากขึ้น ข้อมูลล่าสุดพบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าปกติ แต่เริ่มมีสัญญาณทรงตัวและใกล้แตะจุดสูงสุด ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลชั้นลึกฝั่งตะวันตกเริ่มลดลงและมีมวลน้ำเย็นเคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ สะท้อนว่าเอลนีโญอาจไม่คงอยู่เป็นเวลานานอย่างที่กังวล สำหรับประเทศไทยแม้รับอิทธิพลจากเอลนีโญ แต่ยังมีกระแสลมพาความชื้นเข้าสู่พื้นที่ ทำให้สถานการณ์ในประเทศไม่อยู่ในระดับน่ากังวลมากนัก
การคาดการณ์ระบุว่าช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม โอกาสเกิดเอลนีโญจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มรุนแรงสูงสุดช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลอาจสูงกว่าค่าปกติราว 2.2 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ซูเปอร์เอลนีโญ อย่างไรก็ตาม แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าเอลนีโญจะเริ่มอ่อนกำลังลงหลังผ่านช่วงปลายปี
ดร.ชลัมภ์ อธิบายว่า แม้จุดกำเนิดเอลนีโญจะอยู่ห่างจากประเทศไทยราว 10,000 กิโลเมตร แต่สามารถส่งผลต่อสภาพอากาศผ่านการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมในชั้นบรรยากาศ ซึ่งควบคุมการเคลื่อนตัวของความชื้นและปริมาณฝน งานวิจัยพบว่าเอลนีโญมีอย่างน้อย 3 รูปแบบ โดยรูปแบบที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลอุ่นครอบคลุมพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิกเป็นบริเวณกว้างจะสร้างผลกระทบได้มากที่สุด
จากการศึกษาสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555-2568 พบว่าผลกระทบของเอลนีโญและลานีญาในประเทศไทยแตกต่างกันในแต่ละปี สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือกรณีปรากฏการณ์เกิดติดต่อกันเป็นปีที่ 2 เนื่องจากเอลนีโญต่อเนื่องมักทำให้ฝนลดลงและเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง ขณะที่ลานีญาต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงอุทกภัย
“ปีนี้ถึงแม้จะมีแนวโน้มเป็นซูเปอร์เอลนีโญ แต่ประเทศไทยยังพอรับมือได้ เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อเทียบกับหลายภูมิภาคของโลก และการคาดการณ์หลายฤดูกาลยังชี้ว่าประเทศไทยจะมีปริมาณฝนอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ก็จำเป็นต้องมีการวางแผนด้านการใช้น้ำและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป” ดร.ชลัมภ์ กล่าว












