POLITICS

5 กระทรวง เปิดฉาก “Thailand² ยกกำลังประเทศไทย” ประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับทุนมนุษย์ โชว์ผลงานละเอียดยิบ 90 วัน

ดัน Lifelong Support ดูแลคนไทยทุกช่วงวัย พร้อมชู 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ขับเคลื่อนประเทศด้วยวิจัย เทคโนโลยี และ AI

วันนี้ (21 ก.ค.69) ที่อาคารจักรพันธุ์เพ็ญสิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน รัฐบาล เปิดงานสัมมนา “Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 5 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อประกาศยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานผลงาน 90 วันที่มุ่งเน้นการยกระดับภาคการเกษตรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การส่งมอบพันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 ควบคู่กับการส่งเสริมทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อมุ่งสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ถึงมือเกษตรกรในเวลาที่จำเป็น ไปจนถึงนโยบายตลาดนำการผลิตที่กวาดล้างสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไปแล้ว 146 คดี พร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยและบินด่วนเจรจาแก้ปัญหากุ้งไทยในมาเลเซียเชิงรุก

นอกจากนี้ยังผลักดันการเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และที่สำคัญคือการคืนความมั่นคงให้เกษตรกรด้วยการเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร พร้อมบูรณาการพักชำระหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์รวมวงเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท

ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงาน โดยสามารถจัดหางานให้ประชาชนได้แล้วถึง 40,051 คน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 4,858 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการโรงงานปลอดยาเสพติด 2,172 แห่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรม 12 รายการครอบคลุม 7,897 สถานพยาบาล รวมถึงการผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ (CARE) ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว อีกทั้งยังเน้นย้ำความปลอดภัยด้วยการออกแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานปั้นจั่นใหม่ และเดินหน้าขยายตลาดส่งออกแรงงานไทยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 3 หมื่นคน ผ่านความร่วมมือกับประเทศมาเก๊า อิสราเอล เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เข้าสู่สภาฯ ในช่วงปลายปี พร้อมดันไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในโครงการ ASEAN Zero Dropout ดึงเด็กกลับสู่ระบบ และพัฒนาระบบ Education ID เพื่อลดความซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังชูนโยบาย “คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้เด็ก” ด้วยการลดภาระงานเอกสาร ยกเลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน ผ่อนปรนเครื่องแบบนักเรียน และสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและระบบ Traffy Fondue รวมถึงการเตรียมความพร้อมการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ทั้งการเข้าสู่ OECD และ PISA Roadmap 2029 เพื่อยกระดับทักษะเด็กไทยสู่การเป็นพลเมืองโลก

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่โชว์ผลงาน 90 วันในการยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางทุกมิติแบบ “ทำได้จริง” โดยการนำเทคโนโลยีมาสร้าง Social Map เชื่อมฐานข้อมูลผู้เปราะบางกว่า 1 ล้านคนเข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมนำ AI ร่วมกับสายด่วน 1300 ช่วยเหลือผู้คนเร่งด่วนไปแล้วกว่า 3 หมื่นราย อีกทั้งยังเดินหน้าพลิกโฉมกฎหมายครั้งใหญ่ ทั้งการผลักดันเบี้ยคนพิการ 1,000 บาท และเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทแบบถ้วนหน้า เพิ่มวงเงินกู้สร้างอาชีพคนพิการเป็น 300,000 บาท ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคง เคหะเพื่อคนไทย และโมเดลความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ในการจ้างงานคนพิการและผู้สูงวัย เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานคือการปาฐกถาพิเศษโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในหัวข้อ “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ซึ่งได้กางแผนปฏิบัติการ “Lifelong Support” ดูแลคนไทยแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) ที่รัฐบาล มุ่งลดภาระครอบครัววัยทำงาน ปรับเวลาศูนย์เด็กปฐมวัยให้สอดคล้องกับเวลาเข้างานของพ่อแม่ พร้อมเร่งรัดการจ่ายเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทให้รวดเร็วขึ้นภายใน 30-45 วัน และผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็ก ต่อเนื่องมาถึงวัยเรียน (7-18 ปี) ที่ขับเคลื่อนนโยบาย “คืนเวลาให้ครู” โดยยกเลิกโครงการซ้ำซ้อนและลดตัวชี้วัดลงถึง 71.52% เพื่อให้ครูกว่า 30,000 แห่งพ้นภาระงานเอกสาร ควบคู่กับการผลักดันโครงการ Zero Dropout PLUS ตั้งเป้าพาเด็ก 500,000 คนกลับเข้าสู่ระบบ และมอบทุนเรียนต่อนานาชาติ ODOS กว่า 3,282 คน

สำหรับวัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพและวัยสร้างตัว (19-35 ปี) รัฐบาล ได้สร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาโดยอุดหนุนงบประมาณ TCAS กว่า 147.2 ล้านบาท ทำให้ผู้สมัครกว่า 9 แสนคนได้สอบ TGAT/TPAT ฟรี พร้อมตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 12,000 คน นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการจัดหางานให้ประชาชนกว่า 40,051 คน ยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้วยสิทธิทันตกรรมใหม่ 12 รายการที่ไม่ต้องสำรองจ่าย และร่วมมือกับ Google แจกทุน Career Certificate เพื่อเดินหน้าอัปสกิลแรงงานไทยสู่ยุค AI จำนวน 10 ล้านคน

ในส่วนของวัยขยายศักยภาพไปจนถึงวัยเก๋าและกลุ่มเปราะบาง (36-60 ปีขึ้นไป) รัฐบาล เน้นยกระดับเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการเทคโนโลยี โดยสนับสนุนการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ผลักดันพื้นที่เกษตร GAP และอินทรีย์ 2.62 ล้านไร่ พร้อมส่งเสริมแอปพลิเคชันจัดการแปลงเกษตรด้วยดาวเทียม ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงก่อนเกษียณด้วยสูตรบำนาญชราภาพ “CARE” ปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อลดการรอคอย และใช้ระบบ Social Map ค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 2.3 แสนคนให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้ยังขยาย Digital Healthcare Platform ที่มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 3.67 ล้านคน เตรียมเปิดตัว Senior Complex ที่บางละมุง และเตรียมเคาะเบี้ยคนพิการถ้วนหน้า 1,000 บาท

นอกจากแผนระยะยาวแล้ว ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในช่วง 90 วันที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งเรื่องการ “สานงานเดิม” และ “เริ่มงานใหม่” โดยระบุว่า “สิ่งที่เรา ทำ เรา ลงมือทำจริงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” สำหรับงานใหม่ เรา ได้เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทันทีผ่านนโยบาย “TCAS69 เท่าเทียม” การใช้ AI สแกนงานวิจัยซ้ำซ้อนที่ช่วยประหยัดงบรัฐไปกว่า 72 ล้านบาท การผลักดันปรับเงินเดือนเยียวยาพนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 6.7 หมื่นคน ไปจนถึงการส่งอุปกรณ์อวกาศฝีมือคนไทย “CE-7 MATCH” ไปโคจรรอบดวงจันทร์

ในขณะที่งานเดิม เรา ก็สานต่อและขยายผลจนเกิดอิมแพกต์ระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Traffy Fondue ที่แก้ปัญหาให้ประชาชนไปแล้วกว่า 1.9 ล้านเรื่อง ระบบ Digital Healthcare ที่ดูแลผู้ป่วยกว่า 3.67 ล้านคน แพลตฟอร์มแก้จนแม่นยำ (PPAP) ที่ชี้เป้าช่วยชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือน ไปจนถึงการยกระดับ Local Enterprises ที่สร้างรายได้เข้าชุมชนเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึงโครงการน้ำมั่นคงด้วย Big Data และโครงการรถไฟไทยทำ ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่านวัตกรรม สามารถแก้ปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างแท้จริง

นอกจากการพัฒนาคนแล้ว ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ฉายภาพการยกระดับ 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ได้แก่ ยุทธศาสตร์ Semiconductor Thailand ที่เตรียมผลักดัน ASEAN Chips Diplomacy เพื่อเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค ยุทธศาสตร์ Wellness Economy ที่ลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาทในระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์ ยุทธศาสตร์ Space Economy ผ่านความร่วมมือภารกิจสำรวจดวงจันทร์กับจีนและสหรัฐอเมริกา และยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติที่ตั้งเป้าสร้างความรู้ดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อประเมินองค์กรทั่วประเทศ

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งหมดนี้ ถูกขับเคลื่อนโดย “ว่าที่คณะอนุกรรมการการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ภายใต้กลไกของ กรอ.ซึ่งมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะทางถึง 7 คณะ โดยเป็นการรวมตัวของเครือข่ายผู้นำระดับประเทศจากทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย ดร.ชิต เหล่าวัฒนา, น.ส.จรีพร จารุกรสกุล, รศ.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, นายคมกริช นาคะลักษณ์, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายแบ๊งค์ งามอรุณโชติ, นายสราวุฒิ อยู่วิทยา, ดร.บวรนันท์ ทองกัลยา, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์, นายเรืองโรจน์ พูนผล, นายอติชาญ เชิงชวโน, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง, นายอิสระ ว่องกุศลกิจ, นายสาระ ล่ำซำ, นายผยง ศรีวณิช และนายธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ซึ่งจะเป็นว่าที่คณะกรรมการ ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนนโยบายการลงทุนกับคนไทยให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจทรงพลังที่พร้อมยกกำลังประเทศไทยอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายต่อไป

Related Posts

Send this to a friend