กรมลดโลกร้อน เดินหน้า “GGA to Action” เชื่อมเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก สู่การปฏิบัติของประเทศไทย
วันนี้ (21 ก.ค. 69) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรม “GGA to Action : กิจกรรมเชื่อมโยงเป้าหมายระดับโลก สู่การปรับตัวรายสาขาของประเทศไทย” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม บี ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) สู่การกำหนดนโยบาย ตัวชี้วัด และการปฏิบัติ ในระดับประเทศและระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส และมาตรฐานสากล

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการ โดยข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ปี 2566–2568 เป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงมากขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย อีกทั้ง รายงาน Climate Risk Index 2026 ยังสะท้อนว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว จากเดิมอันดับที่ 72 ในปี 2565 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ควบคู่กับการเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อให้ ทุกภาคส่วนสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นที่มาของ เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) ซึ่งประชาคมโลกได้ร่วมกันกำหนดขึ้นภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัวของทุกประเทศ และสามารถติดตามความก้าวหน้าผ่านตัวชี้วัดร่วมกันในระดับสากล

ประเทศไทยได้ขับเคลื่อน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศ โดยที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือกับ 7 กระทรวงหลักในการขับเคลื่อนแผน NAP การพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยง ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครอบคลุมทุกจังหวัด การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงของประเทศ การถอดบทเรียน และเสริมสร้างศักยภาพด้านการปรับตัวรายสาขา การพัฒนาแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านการปรับตัว รวมถึงการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring, Evaluation and Learning : MEL) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ด้านการปรับตัวของทุกสาขาเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางของประเทศ
ปัจจุบัน กรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Action Plan) เพื่อกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสาขาพร้อมเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) เข้าสู่ตัวชี้วัดของประเทศไทย เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ นำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ได้จริง และระยะต่อไป จะเร่งบูรณาการเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกเข้าสู่การดำเนินงานของประเทศ ผ่านการปรับปรุงแผน NAP ให้สอดคล้องกับกรอบ UAE Framework for Global Climate Resilience การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการปรับตัว การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่มุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน การพัฒนากลไกด้านการเงินและระบบติดตามงบประมาณด้านการปรับตัว ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของหน่วยงานในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถแปลงเป้าหมายระดับโลกไปสู่การกำหนดนโยบาย แผนงาน และการดำเนินงานในทุกระดับของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการรายงานผลของประเทศไทยภายใต้กรอบ UNFCCC และความตกลงปารีสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้ายว่า กิจกรรม “GGA to Action” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเวทีติดตามความก้าวหน้าของการเจรจาระหว่างประเทศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวระดับโลกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมแปลงเป้าหมายและตัวชี้วัดระดับโลกไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกระดับ ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวของประเทศ สร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
















