POLITICS

‘ภัณฑิล’ หวั่นโยนหินถามทาง ปล่อยข่าวเลขา กกต. ไม่ผ่านประเมิน แช่แข็งคดีเลือกตั้ง – เป่าคดีฮั้ว สว.

‘ภัณฑิล’ หวั่นโยนหินถามทาง ปล่อยข่าวเลขา กกต. ไม่ผ่านประเมิน แช่แข็งคดีเลือกตั้ง – เป่าคดีฮั้ว สว. จี้เข้าแจง กมธ. กิจการศาลฯ สัปดาห์หน้า หลังเบี้ยวอ้างติดภารกิจเลือกตั้ง กทม. – พัทยา

วันนี้ (5 มิ.ย. 69) นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายแสวง บุญมี อาจต้องพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงาน

นายภัณฑิลระบุว่า ตนเองในฐานะคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ได้เรียก กกต. เข้ามาชี้แจงในคดีฮั้ว สว. และปัญหาการเลือกตั้ง สส. ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งตัวแทน กกต. ไม่ได้เข้ามาให้ข้อมูล ทั้งที่เราส่งหนังสือเชิญล่วงหน้าไป 2 สัปดาห์ ซึ่ง กกต. ส่งหนังสือกลับมา 2-3 วันก่อนการประชุมว่าติดภารกิจการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ทั้งที่มอบหมายได้ เพราะเลขา กกต. ไม่ต้องไปจัดการเลือกตั้งเอง เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ จึงต้องใช้ พ.ร.บ. อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 เพื่อเรียกมาให้ข้อมูลในนัดต่อไปในสัปดาห์หน้า

นายภัณฑิลตั้งคำถามว่า กกต. ทำให้ประเทศไทยเกิดสุญญากาศหรือไม่ หรือต้องการทำให้นายแสวงเป็นแพะรับบาปหรือไม่ อีกทั้งประชาชนมีสิทธิ์ถามว่าในช่วงที่ประเทศมีคดีเลือกตั้งสำคัญ การเปลี่ยนตัวผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานจะกระทบกับความต่อเนื่อง of สำนวนคดีหรือไม่ มีรายงานข่าวว่านายแสวงอาจจะไม่ผ่านการประเมินและอาจไม่ได้ไปต่อในฐานะเลขา กกต. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งตามสัญญาจ้าง เป็นการประเมินรายปี ซึ่งหากได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 60 คะแนน อาจเป็นเหตุผลให้ยกเลิกสัญญาจ้างได้

คำถามสำคัญคือหากประเมินผลงานเมื่อปี 68 ทำไมถึงมีข่าวกลางปี 69 มีนัยสำคัญอะไร การประเมินล่าช้าเช่นนี้สะท้อนการบริหารงานภายในของ กกต. เอง หรือเป็นการปล่อยข่าวโยนหินถามทาง หากเลขา กกต. ถูกประเมินว่าสอบตก ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คนในฐานะผู้กำกับดูแลเลขา กกต. จะรับผิดชอบต่อผลงานนี้อย่างไร เนื่องจากสังคมกังวลว่าจะมีการเป่าคดีฮั้ว สว.

เพราะมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกี่ยวข้องด้วยหรือจะทำให้มันจบเร็ว ทำให้มันถูกอ่อนแรงลงเป็นสุญญากาศ อาจจะไม่มีความชัดเจนวันที่ 11 มิ.ย. นี้ ก็อยากให้จับตาดูว่า ครบ 90 วันแล้ว ก็ยังคลุมเครืออยู่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าจบหมดแล้วทุกคดี ทั้งที่สำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการสูงสุด อยู่บนฐานกฎหมายคนละตัวกัน เช่น เส้นทางฟอกเงิน อั้งยี่ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องบอกว่าไม่จบง่าย ๆ แน่ เพราะประชาชนจับตาเรื่องนี้อยู่

นายภัณฑิลยังฝากถามถึง กกต. ว่า การประชุมคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ ครั้งหน้าจะมาหรือไม่ จะมีการแถลงหรือมีมติใดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ต้องบอกประชาชนให้ชัดว่ามีกี่คน มีหลักฐานใดบ้างและมตินั้นมีผลต่อสำนวนของ DSI ตามกฎหมายข้อใด และสำนวนคดีฮั้ว สว. เข้าสู่ที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่แล้วหรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือของ DSI แล้วไม่ผิดไม่ได้ เพราะมีเส้นทางทางการเงินและบันทึกการสื่อสารในกลุ่มไลน์ หากมีการเปลี่ยนเลขา กกต. ใครจะรับผิดชอบการบรรจุวาระ ส่งสำนวนประสาน DSI อัยการ และชี้แจงต่อรัฐสภา อย่าให้ข้ออ้างการเปลี่ยนตัว กกต. มาเป็นเหตุสำคัญให้คดีนี้ถูกแช่แข็งเอาไว้

ทั้งนี้ หากประชุมคณะกรรมาธิการกิจการศาลแล้ว กกต. ไม่มาตอบเรื่องความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะยิ่งเสียหาย เพราะนี่เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่กล้ามาตอบ ซึ่งการเรียกมาให้ชี้แจงไม่ได้ต้องการตรวจสอบบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อตอบคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า และการได้มาซึ่ง สว. ในครั้งหน้าไม่อยากให้มีปัญหาแบบนี้อีก ดังนั้นงานของคณะกรรมาธิการจึงต้องนำไปสู่การแก้กฎหมายและระเบียบให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประเทศไม่มาเจอกับปัญหาและคำถามเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ประชาชนจะเชื่อได้ขนาดไหนว่าคดีเลือกตั้งจะมีการพิจารณาบนมาตรฐานเดียวกันหรือไม่

Related Posts

Send this to a friend