‘รักชนก’ นำทีม กมธ.ติดตามงบฯ เข้าตรวจงบประกันสังคม “ยังไม่พบส่อทุจริต”
‘รักชนก’ นำทีม กมธ.ติดตามงบฯ เข้าตรวจงบประกันสังคม “ยังไม่พบส่อทุจริต” มองเป็นความชุ่ยมากกว่า ยันพร้อมตรวจสอบต่อเนื่อง ด้าน ‘เลขาฯ สปส.’ ยันเงินไม่หายไปไหน แค่ข้อมูลในระบบไม่ตรงกัน ชี้งบ 300 ลบ.ไม่ใช่แค่พีอาร์ แต่รวมการจัดเลือกตั้งบอร์ดด้วย
วันนี้ (2 มิ.ย. 69) นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ร่วมแถลงภายหลังการประชุมร่วมกันในการติดตามความคืบหน้าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม, การจัดทำงบการเงิน และการแก้ไขปัญหาระบบแอปพลิเคชัน “SSO Core”
นางสาวรักชนกกล่าวภายหลังการประชุมว่า กมธ.จะติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการบันทึกบัญชี และการจัดทำงบการเงินของสำนักงานประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานประกันสังคมจะรายงานความคืบหน้าต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทุกเดือน อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับระบบบัญชี และระบบพัสดุภาครัฐ จึงอาจต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ เข้ามาร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ลึกถึงระดับระบบ
“เรื่องนี้เป็นเรื่องของการบันทึกบัญชี และระบบพัสดุภาครัฐ ซึ่งยังต้องติดตามกันต่อ เพราะไม่แน่ใจว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้หรือไม่” นางสาวรักชนกกล่าวพร้อมให้กำลังใจกับทางเลขาธิการประกันสังคม
สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาแอปพลิเคชัน SSO Core ซึ่งมีผู้ประกันตนร้องเรียนเรื่องการคำนวณเงินสมทบ การแสดงข้อมูลสิทธิประโยชน์ และการเบิกจ่ายในบางกรณี นางสาวรักชนกกล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่าภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ระบบจะมีความสมบูรณ์ประมาณ 95% โดยคาดว่าภายในเดือนกันยายน ปัญหาการแสดงข้อมูลและการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์จะกลับมาเป็นปกติ และข้อผิดพลาดต่าง ๆ จะลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการเรียกค่าปรับจากผู้รับจ้างพัฒนาระบบ โดย กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ ขณะที่ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าค่าปรับที่อาจเรียกคืนได้มีมูลค่ารวมประมาณ 576 ล้านบาท จากกรณีส่งมอบงานล่าช้า ค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบเดิม และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง
เมื่อถามว่า กมธ.มีประเด็นสงสัยใดหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ น.ส.รักชนกกล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับฟังในขณะนี้ยังไม่พบข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าเป็นการทุจริตหรือคอร์รัปชัน แต่มีลักษณะเป็นความผิดพลาดจากการดำเนินงานหรือความไม่รอบคอบในการปฏิบัติงานมากกว่า ประชาชนจำนวนมากอาจตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเรื่องการทุจริตหรือไม่ แต่จากข้อมูลที่ได้รับฟังวันนี้ ตนเองมองว่าน่าจะเป็นเรื่องของความชุ่ยหรือความไม่รอบคอบในการทำงาน หรือ Human Error มากกว่าการทุจริตคอร์รัปชัน อย่างไรก็ตาม กมธ.จะยังคงติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
นางสาวรักชนกกล่าวอีกว่า ในส่วนของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม บรรยากาศการลงทะเบียนในช่วง 2 วันแรกถือเป็นสัญญาณที่ดี มีผู้ประกันตนให้ความสนใจจำนวนมาก โดยหวังว่าความตื่นตัวดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันเลือกตั้ง พร้อมเชิญชวนให้ผู้ประกันตนและนายจ้างออกมาใช้สิทธิ เนื่องจากบอร์ดประกันสังคมมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน ทั้งนี้ กมธ.ได้เสนอให้สำนักงานประกันสังคมจัดทำแดชบอร์ด (Dashboard) แสดงจำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งของทั้งผู้ประกันตนและนายจ้างแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงย้ำข้อเสนอเรื่องการเปิดเผยรายงานการประชุมและมติของบอร์ดประกันสังคม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน
ด้านนางสาวกาญจนากล่าวว่า สำนักงานฯ ให้ความสำคัญกับการจัดทำแดชบอร์ดดังกล่าว และอยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบการนำเสนอข้อมูล เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามจำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจะดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในทุกพื้นที่ เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด
ส่วนกรณีข้อสังเกตเกี่ยวกับงบการเงินที่ถูก สตง.ตรวจพบความคลาดเคลื่อนนั้น ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมได้เร่งตรวจสอบข้อมูลทั่วประเทศ โดยเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างระบบพัสดุและระบบบัญชีภาครัฐอย่างละเอียด ซึ่งตัวเลขที่คลาดเคลื่อนส่วนใหญ่เกิดจากการบันทึกข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่ได้เกิดจากการสูญหายของทรัพย์สินหรือเงินกองทุน
“เงินไม่ได้หายไปไหน ทรัพย์สินไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นเรื่องของการลงข้อมูลในระบบที่ไม่ตรงกัน ขณะนี้มีการติดตามแก้ไขทั้งรายสัปดาห์และรายเดือน โดยจากตัวเลขที่เคยคลาดเคลื่อนประมาณ 2,600 ล้านบาท ขณะนี้สามารถตรวจสอบจนตัวเลขตรงกันได้แล้วราว 700 ล้านบาท” นางสาวกาญจนากล่าว
เมื่อถามถึงงบประมาณการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีมูลค่าสูงถึงกว่า 300 ล้านบาท นางสาวกาญจนากล่าวว่า งบประมาณทั้งหมดอยู่ที่ 255 ล้านบาท ไม่ใช่งบประชาสัมพันธ์ทั้งหมด โดยเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหน่วยเลือกตั้ง ค่าตอบแทนคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ทั่วประเทศ
“งบประชาสัมพันธ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น งบส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง เพราะมีการจัดหน่วยเลือกตั้งอย่างน้อย 1 หน่วยต่อ 1 อำเภอ และมีค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่” นางสาวกาญจนากล่าว
นางสาวกาญจนากล่าวด้วยว่า ภาพรวมการลงทะเบียนเลือกตั้งในปีนี้ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี โดยล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 100,000 รายในช่วงเริ่มต้น ซึ่งสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ประกันตนและสังคมที่ให้ความสนใจกับการบริหารกองทุนประกันสังคมมากขึ้น
สำหรับกระแสความกังวลของผู้ประกันตนบางส่วนที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารกองทุน และมีเสียงเรียกร้องไม่ต้องการส่งเงินสมทบประกันสังคมอีกต่อไป นางสาวรักชนกกล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาอาจมีประเด็นที่ทำให้ผู้ประกันตนขาดความเชื่อมั่นต่อการบริหารกองทุน แต่ยังยืนยันว่าระบบประกันสังคมเป็นหลักประกันที่มีความคุ้มค่าและจำเป็นต่อผู้ใช้แรงงานทุกคน
“ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเกิดอะไรขึ้นกับประกันสังคม จนทำให้หลายคนรู้สึกไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารกองทุน แต่ดิฉันอยากยืนยันว่าประกันสังคมยังเป็นหลักประกันที่คุ้มค่ามากที่สุด เป็นเบาะรองรับในวันที่ผู้ประกันตนประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ มีบุตร หรือเสียชีวิต แม้สิทธิประโยชน์อาจไม่มากพอให้ใครตั้งตัวได้ แต่ก็ช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตไปได้” นางสาวรักชนกกล่าว
นางสาวรักชนกกล่าวว่า โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานและบำนาญชราภาพ ถือเป็นหลักประกันสำคัญสำหรับผู้ใช้แรงงานในระยะยาว จึงไม่อยากให้ผู้ประกันตนละทิ้งระบบประกันสังคมเพียงเพราะความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการในบางช่วงเวลา พร้อมยืนยันว่าในฐานะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ จะทำหน้าที่ตรวจสอบและผลักดันให้การบริหารกองทุนมีความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกันตนทุกคน
ทั้งนี้ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเปิดเผยอีกว่า สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างศึกษามาตรการลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตน ตามนโยบายของกระทรวงแรงงาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประกันสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกันตนเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่กระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว











