‘ปริญญา’ ชำแหละประชามติ 69 ชี้ ทำประชามติวันเดียวกับเลือกตั้ง ทำขั้นตอนยุ่งยาก
‘ปริญญา’ ชำแหละประชามติ 69 ชี้ วันออกเสียงประชามติวันเดียวกับเลือกตั้งไม่ได้รวมกันจริง แค่เอามาต่อกัน ทำขั้นตอนยุ่งยาก งบพุ่ง 8,978 ล้านบาท ด้าน ‘อุษณีษ์‘ สะท้อนปัญหาสิทธิคนไทยต่างแดน ลงทะเบียนประชามตินอกเขตออนไลน์ไม่ได้ทั้งที่มีช่องทางเดียว ชี้หากระบบมีปัญหาควรขยายเวลา
วันนี้ (3 เม.ย. 69) ที่ห้อง 211 (ศาลจำลอง) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “ถอดรหัสกฎหมายประชามติ 69: มัดรวมปัญหาเพื่อแก้ไขในประชามติครั้งต่อไป” โดยมี นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน, อาจารย์ ดร. อุษณีษ์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดีฯ มธ. และ น.ส.เกวลิน ถนอมทอง เจ้าหน้าที่รณรงค์ ilaw ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อกระบวนการออกเสียงประชามติที่ผ่านมา ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ กล่าวถึงหลักการจัดประชามติร่วมกับการเลือกตั้งว่า เป็นแนวปฏิบัติที่หลายประเทศใช้ ภายใต้แนวคิด “ประชาธิปไตยทางตรง” (Direct Democracy) เพื่อให้ประชาชนในฐานะ เจ้าของประเทศได้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ พร้อมช่วยประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิครั้งเดียว
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ปริญญา ชี้ว่า การจัดประชามติครั้งล่าสุด แม้กำหนดวันเดียวกับการเลือกตั้ง แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้จัดรวมกันจริง เนื่องจากกระบวนการแยกเป็นคนละขั้นตอน ใช้เจ้าหน้าที่ คนละชุด โต๊ะ และเต็นท์แยกออกจากกัน ทำให้ประชาชนต้องแสดงตน 2 รอบ และเข้าคูหาแยกกัน
“นี่ไม่ใช่การจัดด้วยกัน เป็นการจัดประชามติต่างหาก เพียงแค่เอามาต่อกัน”รศ.ดร.ปริญญา กล่าวพร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดไม่สามารถรวมขั้นตอนให้ประชาชนกาบัตรทั้งเลือกตั้งและประชามติในครั้งเดียว และหย่อนหีบพร้อมกันได้ โดยเห็นว่าความกังวลเรื่องหย่อนบัตรผิดหีบสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การใช้สีหรือสัญลักษณ์กำกับ
ในประเด็นงบประมาณ รศ.ดร.ปริญญา ระบุว่า การจัดประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ใช้งบประมาณ 8,978 ล้านบาท ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 ใช้ 5,945 ล้านบาท เท่ากับว่าการทำประชามติเพิ่มภาระงบประมาณราว 3,000 ล้านบาท ทั้งที่โดยหลักการ หากจัดร่วมกันจริง ค่าใช้จ่ายควรเพิ่มเพียงค่าบัตรและอุปกรณ์บางส่วน ไม่เกินประมาณ 500 ล้านบาทเท่านั้น อีกทั้งยังเปรียบเทียบกับประชามติรัฐธรรมนูญปี 2559 ซึ่งจัดแยกต่างหาก ใช้งบประมาณเพียง 1,200 ล้านบาท
“จัดแยกยังใช้ 1,200 ล้าน แต่พอจัดวันเดียวกันกลับเพิ่มขึ้น 3,000 ล้าน เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบาย” รศ.ดร.ปริญญา กล่าว พร้อมชี้ว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปรับสูงขึ้น แม้ภาระงานไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้าน ดร.อุษณีษ์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าประสบการณ์การพยายามลงทะเบียนใช้สิทธิจากต่างประเทศ (นิวซีแลนด์) ว่า ตนอยู่ต่างประเทศในช่วงเปิดให้ลงทะเบียน (3–5 ม.ค.) ทำให้เหลือเพียงช่องทางออนไลน์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระบบไม่สามารถใช้งานได้ โดยพยายามลงทะเบียนหลายครั้งนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่สำเร็จ และไม่มีการเตรียมหลักฐานไว้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่ได้คาดว่าจะต้องนำไปใช้ในกระบวนการฟ้องร้อง
“เราก็เป็นคนธรรมดา ไม่ได้คิดว่าจะต้องแคปหน้าจอไว้เพื่อไปฟ้องใคร” ดร.อุษณีษ์ กล่าวพร้อมระบุว่า เพิ่งเริ่มบันทึกหลักฐานในช่วงหลัง เมื่อเริ่มสงสัยว่าระบบมีปัญหา และพบว่ามีคนอื่นประสบปัญหาเช่นเดียวกัน แต่หลักฐานที่มีถูกศาลพิจารณาว่า “ไม่เพียงพอ” ต่อการยืนยันความพยายามในการลงทะเบียน
ดร.อุษณีษ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากระบบมีปัญหา ควรสามารถขยายระยะเวลาการลงทะเบียนได้ เนื่องจากยังมีระยะเวลาก่อนวันลงคะแนนจริงอีกมากกว่า 1 เดือน













