POLITICS

‘พิพัฒน์‘ สั่งเคาะเงินเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ เสียชีวิตรายละ 2.39 ล้าน

‘พิพัฒน์‘ สั่งเคาะเงินเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ เสียชีวิตรายละ 2.39 ล้าน ส่วนผู้บาดเจ็บสูงสุด 1 ล้าน พร้อมตั้งกรรมการกลางสอบข้อเท็จจริง 14 คน – สอบวินัยผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เร่งแก้จุดตัดรถไฟ คุมรถสินค้ากลางคืน ศึกษาหยุดเดินรถเข้ากรุงเทพฯ 27 จุด

วันนี้ (18 พ.ค. 69) เวลา 16.40 น. ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุทางรถไฟบริเวณมักกะสัน พร้อมสรุปมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว ณ ห้องราชดำเนิน ชั้น 2 อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม

โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินการเยียวยาอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดการเยียวยา รวมถึงสั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อสอบหาข้อเท็จจริงจำนวน 14 ท่าน โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงถึงมาตรการเยียวยาว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญสูงสุด โดยขณะนี้มียอดเงินเยียวยาที่รวบรวมจากทุกภาคส่วนในเบื้องต้นสำหรับผู้เสียชีวิตรายละ 2,390,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยของสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะตามมาภายหลัง โดยค่าทำศพสามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง และจะจ่ายเงินเยียวยาส่วนที่เหลือให้ทันทีหลังทายาทโดยธรรมยื่นเอกสารเรียบร้อย ส่วนผู้บาดเจ็บจะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นเริ่มต้นที่ 130,000 บาท ไปจนถึงสูงสุด 1,000,000 บาท ในกรณีบาดเจ็บสาหัสที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยกระทรวงคมนาคมจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดสำหรับผู้ที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และจะติดต่อกลับเพื่อส่งมอบเงินเยียวยาแก่ผู้ที่กลับบ้านแล้ว

นอกจากนี้ นายสิริพงศ์ยังได้เน้นย้ำข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในเรื่องความรับผิดชอบและการดำเนินคดี โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ความรับผิดทางอาญา ซึ่งพบว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากการกระทำผิดของพนักงานขับรถไฟ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะทำหน้าที่เป็นเจ้าทุกข์ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ส่วนความรับผิดชอบทางวินัย ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยพนักงาน รฟท. และ ขสมก. ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติงานไปจนถึงผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลยหรือเซ็นรับรองพนักงานที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจะต้องถูกสั่งพักงานและรับโทษทางวินัยทันที และส่วนสุดท้ายคือมาตรการความปลอดภัยตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง โดยรัฐมนตรีได้สั่งปรับเปลี่ยนจากการสุ่มตรวจสารเสพติดในอดีต เป็นมาตรการ “ปูพรมตรวจสารเสพติด 100%” กับพนักงานขับรถทุกคน ทั้งของ รฟท. ขสมก. และหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์เป็นประจำทุกวัน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบขนส่งสาธารณะ

ทางด้านแนวทางการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟ นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า กระทรวงคมนาคมมีแผนแม่บทในการแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟระดับราบกับถนนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยกระดับทางรถไฟสายเหนือและสายอีสาน และย้ายสถานีหลักไปที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์แล้ว แต่เนื่องจากการก่อสร้างในฝั่งตะวันออก (Missing Link) ช่วงมักกะสันไปยังสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเกิดความล่าช้า ส่งผลให้ขบวนรถจากสายตะวันออกที่วิ่งเข้ากรุงเทพฯ ยังคงต้องใช้ทางตัดระดับดินและกลายเป็นจุดเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ล่าสุดกระทรวงคมนาคมจึงได้นำแผนแม่บทกลับมาใช้ทันที โดยมีนโยบายเบื้องต้นห้ามไม่ให้ขบวนรถขนส่งสินค้า โดยเฉพาะรถขนส่งน้ำมัน วิ่งผ่านเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในในช่วงเวลากลางวันอย่างเด็ดขาด โดยให้ปรับเวลาไปวิ่งในช่วงกลางคืนตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. แทน พร้อมทั้งให้โจทย์ รฟท. ไปศึกษาภายใน 2 เดือนว่าจะสามารถสั่งเบรกขบวนรถสินค้าไว้ที่พื้นที่ด้านนอกเมืองเพื่อไม่ให้วิ่งเข้ามาในเมืองชั้นในเลยทั้งวันทั้งคืนได้หรือไม่

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้หารือร่วมกับทีมงานและสั่งการให้ รฟท. ไปเร่งศึกษาแนวทางเพิ่มเติมภายในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการงดเดินรถไฟเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในผ่านจุดตัดต่าง ๆ ทั้งหมดรวม 27 จุด ซึ่งแบ่งเป็นจุดตัดสายตะวันออก สายใต้ และสายตะวันตก 19 จุด และรถสินค้าสายเหนืออีก 8 จุด โดยมีแนวคิดที่จะให้ผู้โดยสารจากสายตะวันออกสิ้นสุดการเดินทางที่สถานีลาดกระบัง แล้วเปลี่ยนไปใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ส่วนผู้โดยสารจากสายใต้และตะวันตกให้สิ้นสุดการเดินทางที่สถานีตลิ่งชัน เพื่อต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงหรือรถ ขสมก. เข้าเมือง ซึ่งในระหว่างระยะเวลาศึกษา 3 เดือนนี้ กระทรวงคมนาคมจะพิจารณามาตรการรองรับภาระค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นของประชาชน เช่น การเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากผลการศึกษามีความเป็นไปได้และสามารถดำเนินการได้จริง กระทรวงคมนาคมจะสั่งยกเลิกการเดินรถไฟผ่านจุดตัดถนนใจกลางเมืองหลวงทั้งหมดเพื่อตัดวงจรอุบัติเหตุอย่างถาวร แต่หากยังมีข้อจำกัดก็จะนำกลับมาหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขอีกครั้ง

ส่วนรายละเอียดทางเทคนิค นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ชี้แจงเพิ่มเติมว่า สนข. ได้วางแผนเผชิญเหตุดังกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2564 ก่อนเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง โดยกำหนดจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าเพื่อไม่ให้ขบวนรถสินค้าเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยสายเหนือและสายอีสานจะกำหนดจุดเบรกไว้ที่ชุมทางบ้านภาชี สายใต้และสายตะวันตกกำหนดไว้ที่สถานีนครปฐม และสายตะวันออกกำหนดไว้ที่ไอซีดี ลาดกระบัง ซึ่ง สนข. จะส่งมอบแผนนี้ให้ รฟท. ไปประเมินผลกระทบต่อไป สำหรับขบวนรถโดยสารขนส่งมวลชน ขบวนรถไฟทางไกลสายเหนือและสายอีสานในปัจจุบันได้ย้ายไปวิ่งบนโครงสร้างยกระดับของรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้าสู่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ทั้งหมดแล้ว ทำให้ไม่มีจุดตัดระดับดินในเส้นทางดังกล่าว แต่ในส่วนของสายใต้และสายตะวันตกยังคงมีจุดตัดระดับดินอยู่อีก 3 แห่ง เนื่องจากยังไม่สามารถย้ายขึ้นโครงสร้างลอยฟ้าได้ สนข. จึงเสนอให้ปรับแผนให้รถไฟสายใต้และสายตะวันตกหยุดส่งผู้โดยสารที่สถานีตลิ่งชันเพื่อต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง และสำหรับสายตะวันออกที่มีจุดตัดระดับดินมากถึง 16 แห่ง เสนอให้หยุดขบวนรถชานเมืองที่สถานีลาดกระบังแล้วให้ผู้โดยสารเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์แทน ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะเร่งนำระบบตั๋วร่วมและนโยบายอัตราค่าโดยสารร่วมเข้ามาปรับใช้ เพื่อดูแลไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกรอบแนวทางทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบที่เคยนำเสนอไว้เมื่อปี 2566 ก่อนการเปิดสถานีกลางบางซื่อและรถไฟฟ้าสายสีแดง

Related Posts

Send this to a friend