POLITICS

iLaw ชี้ 8 ปัญหาเชิงโครงสร้างประชามติ 69 ทำเสียง “เห็นชอบ” ต่ำกว่าที่ควร

iLaw ชี้ 8 ปัญหาเชิงโครงสร้างประชามติ 69 ตั้งแต่ขั้นตอนลงทะเบียน – การสื่อสาร กกต. – ปัญหาหน้าคูหา ทำเสียง “เห็นชอบ” ต่ำกว่าที่ควร จี้ กกต.เปิดข้อมูล – ทบทวนกระบวนการก่อนประชามติครั้งต่อไป

วันนี้ (3 เม.ย. 69) ที่ห้อง 211 (ศาลจำลอง) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “ถอดรหัสกฎหมายประชามติ 69: มัดรวมปัญหาเพื่อแก้ไขในประชามติครั้งต่อไป” โดยมี นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน, อาจารย์ ดร. อุษณีษ์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดีฯ มธ. และ น.ส.เกวลิน ถนอมทอง เจ้าหน้าที่รณรงค์ ilaw ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อกระบวนการออกเสียงประชามติที่ผ่านมา ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

น.ส.เกวลิน ถนอมทอง เจ้าหน้าที่รณรงค์ iLaw ได้ยกตัวเลขผลประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ พบว่า มีผู้ลงคะแนน “เห็นชอบ” 21,622,029 เสียง หรือร้อยละ 58.64 จากผู้มาใช้สิทธิ 36,870,302 คน ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตต่อความน่าเชื่อถือของตัวเลข โดยเฉพาะกรณีการลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตที่เปิดเพียง 3 วัน ซึ่งมี “ส่วนต่าง” ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ไม่ได้ลงทะเบียนประชามติ กว่า 800,000 คน

น.ส.เกวลิน ระบุว่า แม้ผลประชามติจะสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ตลอดกระบวนการกลับพบปัญหาหลายด้านที่ส่งผลให้คะแนน “เห็นชอบ” ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากการจัดการมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

ทั้งนี้ ได้สรุป 8 ประเด็นปัญหาหลัก ได้แก่

1.จำกัดเวลาลงทะเบียนนอกเขตเพียง 3 วัน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิได้ โดยมีส่วนต่างผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้ากับประชามติถึง 812,369 คน

2.การสื่อสารของ กกต. เน้น “บัตร 2 ใบ” มากกว่าประชามติ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่รับรู้ว่าต้องลงคะแนนบัตรใบที่ 3 จนเกิดคะแนน “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” กว่า 3 ล้านเสียง

3.กรณีสั่งลบคลิปวิดีโอ ก่อนยอมรับภายหลังว่าไม่มีอำนาจ ถูกมองว่าสร้างความสับสนและบรรยากาศความกลัวต่อการแสดงความเห็นของประชาชน

4.ความไม่ชัดเจนเรื่องการรณรงค์ของพรรคการเมือง ช่วงแรกมีความเข้าใจว่าห้าม “ชี้นำ” ทั้งที่กฎหมายเปิดให้รณรงค์ได้ ทำให้หลายพรรคหลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืน

5.ข้อร้องเรียนเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยชี้นำการลงคะแนน มีรายงานบางพื้นที่ว่ามีการแนะนำให้กา “ไม่เห็นชอบ” หรือบอกว่าไม่จำเป็นต้องลงคะแนนประชามติ

6.บัตรเสียจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องวิธีลงคะแนน กรณีประชาชนทำเครื่องหมาย “ติ๊กถูก” แทน “กากบาท” ทำให้คะแนนไม่ถูกนับ แม้เจตนาชัดเจน

7.ปัญหาซื้อเสียงพ่วงประชามติ มีหลักฐานและข้อร้องเรียนว่ามีการให้เงินพร้อมชี้นำให้ลงคะแนน “ไม่เห็นชอบ”

8.การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนในช่วงรณรงค์ โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลของการมีรัฐธรรมนูญใหม่

น.ส.เกวลิน ชี้ว่า ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการประชามติ ทั้งในด้านการออกแบบกติกา การสื่อสารของรัฐ และการคุ้มครองเสรีภาพในการรณรงค์ ซึ่งควรถูกนำไปปรับปรุงในการจัดประชามติครั้งต่อไป

Related Posts

Send this to a friend