‘ตัวแทนภาคประชาชน’ ชี้ปัญหาคุณภาพ “น้ำโขง” ยังไม่ถูกพูดถึงเท่าที่ควร
ในเวทีกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง จี้รัฐแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนด่วน ห่วงกระทบชีวิตประชาชน เตือนไทยเสี่ยงเป็นจุดผ่านอาชญากรรมข้ามชาติ ลั่น “อยากเห็นภาพรัฐบาลใหม่เข้าใจปัญหาประชาชนจริง”
วันนี้ (25 มี.ค.69) ที่โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ มีการจัดกิจกรรมสัปดาห์กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation: MLC Week) ประจำปี 2569 โดยมีนายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวเปิดงาน
ด้าน น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวว่า วันนี้ที่ได้มาร่วมการประชุมกับความร่วมมือแม่น้ำโขง-ล้านช้าง ซึ่งครบรอบ 10 ปี เป็นการทบทวน 10 ปีที่ผ่านมาและมีการมองไปข้างหน้าอีก 10 ปี สิ่งหนึ่งที่ตนเห็นคือจีนมีบทบาทมากในการเข้าถึงประเทศต่าง ๆ ในการดูแลการจัดการลุ่มน้ำโขง และมีการให้ทุนในโครงการต่าง ๆ มากถึง 1,000 โครงการในประเทศสมาชิก
สิ่งหนึ่งที่เห็นในเวทีนี้คือความสำเร็จของความร่วมมือในการเข้าถึงชุมชนและประชาชนในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการฝุ่น PM2.5 รวมถึงปัญหาน้ำ โดยมีการพูดถึงความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศไทยและจีน โดยเฉพาะข้อมูลแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าประเทศจีนตอนบนมีเขื่อนขนาดใหญ่จำนวนมากถึง 12 เขื่อน ขณะที่ประเทศตอนล่างได้รับผลกระทบจากการใช้งานเขื่อนเหล่านี้ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาระหว่างจีนกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ทำให้ประเทศตอนล่างสามารถรับรู้ข้อมูลเพื่อเตรียมตัวได้ เช่น การระบายน้ำ การกักเก็บน้ำ สถานการณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง หรือการวัดปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งขึ้นอยู่กับแม่น้ำล้านช้าง ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น
“แต่ข้อหนึ่งที่ดิฉันในฐานะตัวแทนจากภาคประชาสังคมเห็นว่ายังไม่มีการพูดถึงอย่างจริงจังมากนัก คือปัญหาการปนเปื้อนที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสารหนูและสารโลหะจากการทำเหมืองแร่ที่ไร้การควบคุมในประเทศพม่าและลุ่มน้ำโขงตอนบน ขณะนี้กรมควบคุมมลพิษตรวจ 16 ครั้งที่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง พบการปนเปื้อนสารโลหะเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ครบรอบหนึ่งปีเศษที่มีการตรวจ และสิ่งที่พบเป็นเพียงปลายนิ้วก้อยของปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นทางตอนบน หากเรายังไม่พูดถึงคุณภาพน้ำ แต่พูดเพียงปริมาณน้ำว่ามีเท่าไหร่และจัดการอย่างไร โดยไม่มองถึงคุณภาพน้ำที่กำลังมีปัญหาอย่างยิ่ง เรากำลังพูดถึงน้ำที่ประชาชนใช้และน้ำที่เข้าสู่พื้นที่เกษตรนับหมื่นนับแสนไร่ตลอดลำน้ำ” นายส.เพียรพร กล่าว
น.ส.เพียรพร ย้ำว่า ในเวทีกรอบความร่วมมือจำเป็นต้องพูดถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะปัจจุบันมีกลุ่มธุรกิจเข้ามาทำเหมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ล้านช้างที่มีการปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการพูดคุย
ส่วนในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ น.ส.เพียรพร ระบุว่า อาชญากรรมข้ามชาติซึ่งรวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นรอบประเทศไทย โดยเฉพาะในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดว่าประเทศไทยกลายเป็นระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้านและบริเวณชายแดน ทั้งในพื้นที่ชเวก๊กโก แม่สอด คิงส์โรมัน เชียงราย และชายแดนไทย-กัมพูชา ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้อาชญากรเคลื่อนที่ได้สะดวก ใช้ระบบนิเวศของประเทศ เช่น ระบบการเงิน โลจิสติกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้ โดยสิ่งหนึ่งที่ควรถูกพูดถึงคือระดับการคอร์รัปชันของประเทศที่น่าเป็นห่วง และความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเอื้อให้อาชญากรรมข้ามชาติและการทำเหมืองเกิดขึ้นได้ง่าย
สำหรับข้อเสนอถึงรัฐบาล น.ส.เพียรพร เห็นว่า ประเทศกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ การทำเหมืองที่ขาดการควบคุม การปนเปื้อนของแม่น้ำ และปัญหา PM2.5 ซึ่งควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ขณะเดียวกันประเทศยังเผชิญภาวะขาดแคลนพลังงาน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน
“ดิฉันอยากเห็นรัฐบาลที่เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน และใช้ศักยภาพของประเทศในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงมาตรการเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องเป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง” น.ส.เพียรพร กล่าว












