‘ศิริกัญญา’ ซัดร่างงบฯ ปี 70 “ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีแตกแล้ว” รายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนหด 7 หมื่นล้าน
‘ศิริกัญญา’ ซัดร่างงบฯ ปี 70 “ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีแตกแล้ว” เปิดปมแผลเรื้อรังการคลังไทย รายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนหด 7 หมื่นล้าน ประเทศวนลูปกู้เงินโปะขาดดุล อัดรัฐทำตามนโยบายหาเสียงไม่ได้ พลทหารอาสาเหลือ 2.5 หมื่นจากที่ประกาศ 1 แสน จี้แจงงบ AI – โครงการ “พลัส ๆ” หลังไม่พบในเล่มงบฯ
วันนี้ (29 มิ.ย. 69) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม
น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่างบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 7,400 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 79,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับวงเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามแม้งบประมาณเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง โดยรัฐบาลอาจอ้างว่าเกิดจากวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งได้รับอำนาจกู้เงิน 400,000 ล้านบาท จึงมองว่าการนำวิกฤตมาอ้างเพื่อให้เกิดการขาดดุลในระดับนี้อาจไม่ถูกต้อง
“การขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ต่อจีดีพี กลายเป็นความปกติใหม่” น.ส. ศิริกัญญากล่าวพร้อมระบุว่าสะท้อนถึงปัญหาเรื้อรังของระบบการคลังไทย เพราะรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่รายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน
น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่าภาพที่เห็นจากงบประมาณปีนี้คือรายจ่ายลงทุนถูกตัดลงประมาณ 70,000 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นหลายแสนล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่สามารถลดได้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถใช้วิธีทางงบประมาณเพื่อปกปิดได้อีกต่อไป ที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตใช้วิธีตั้งตัวเลขรายจ่ายประจำให้ต่ำ แล้วแก้ปัญหาด้วยการหมุนเงิน ใช้เงินสำรองหรือเงินคงคลังมาชดเชย แต่ปีนี้ไม่สามารถทำได้อีก จึงต้องตั้งงบให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น
น.ส. ศิริกัญญากล่าวต่อว่าแม้งบประมาณปี 2570 จะเพิ่มขึ้น แต่กลับมีข้อสังเกตว่าหน่วยงานจำนวนมากได้รับงบประมาณลดลง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของกระทรวงได้รับงบลดลง และเมื่อดูระดับกรมพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยหน่วยงานที่มีสัดส่วนงบลงทุนสูงจะได้รับผลกระทบมากขึ้น ขณะที่งบที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นงบกลาง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบุคลากร เช่น งบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเงินสมทบ กบข.
น.ส. ศิริกัญญาระบุว่ากระทรวงการคลังเป็นกระทรวงเดียวที่ได้รับงบเพิ่มขึ้นกว่า 40,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้เป็นโครงการใหม่เพื่อพัฒนาประเทศ เป็นเพียงรายจ่ายดอกเบี้ยที่ตั้งงบให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น
“แผลเรื้อรังงบประมาณไทย วันนี้เอาอะไรมาปกปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 70” น.ส. ศิริกัญญากล่าว
พร้อมวิจารณ์ว่าแม้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาไม่นาน แต่ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบหรือประกาศปรับปรุงปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง กลับระบุว่ายังคงรักษาวินัยการเงินการคลังและภูมิใจที่บริษัทจัดอันดับเครดิตปรับเพิ่มเรตติ้ง แต่ไม่ได้จัดการกับปัญหาโครงสร้างที่ซ่อนอยู่
น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่าหากยังดำเนินการแบบเดิม ประเทศจะเผชิญภาวะขาดดุลงบประมาณในระดับสูงต่อเนื่อง ไม่เหลืองบประมาณสำหรับการพัฒนาประเทศหรือโครงการใหม่ ๆ และทำให้ความหวังในการลดหนี้สาธารณะและลดการขาดดุลเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงนิยามของ “รายจ่ายลงทุน” ที่ยังมีความคลุมเครือ โดยยกตัวอย่างงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น วงเงิน 100,000 ล้านบาท ซึ่ง 60,000 ล้านบาทถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน ทั้งที่ยังไม่ทราบว่าจะนำไปใช้ในส่วนใด รวมถึงงบรายจ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจ 12,000 ล้านบาท ที่ระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุน 80% ทั้งที่ตามหลักแล้วการแจกเงินไม่ควรถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน ส่วนงบวิจัยและพัฒนา ซึ่งควรเป็นรายจ่ายลงทุนอย่างชัดเจน กลับถูกปรับลดลงจาก 19,000 ล้านบาท เหลือ 13,000 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 6,000 ล้านบาท
น.ส. ศิริกัญญายังกล่าวถึงงบก่อสร้างว่าปีนี้มีการตัดลดงบสร้างอาคารลงประมาณครึ่งหนึ่ง ถือเป็นเรื่องที่ดีแต่รายจ่ายลงทุนสูงสุดยังคงเป็นการลงทุนด้านถนน
สำหรับค่าใช้จ่ายประจำ น.ส. ศิริกัญญาระบุว่าแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริง โดยงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพิ่มจาก 360,000 ล้านบาท เป็น 389,000 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายจริงอยู่ที่ 429,000 ล้านบาท ยังขาดอีกประมาณ 40,000 ล้านบาท ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ตั้งไว้ 94,200 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายจริงประมาณ 106,400 ล้านบาท ยังขาดประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนงบชำระดอกเบี้ยปีนี้ถือว่าตั้งได้ตรงตามที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเสนอ อยู่ที่ 294,000 ล้านบาท
น.ส. ศิริกัญญายังเสนอให้ทบทวนกฎหมาย กบข. โดยเห็นว่าปัจจุบันฐานะทางการเงินของ กบข. มีความแข็งแรงมากขึ้น มีเงินทุนรวมประมาณ 1.66 ล้านล้านบาท และเงินสำรองเกือบ 1 ล้านล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องตั้งเงินสมทบเพิ่มให้ถึง 3 เท่าของรายจ่ายบำเหน็จบำนาญ พร้อมตั้งคำถามถึงการบริหารงบประมาณที่ผ่านมา โดยระบุว่าตั้งแต่ปี 2565-2568 รัฐบาลต้องใช้วิธีหมุนเงินไม่ทัน นำเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและเงินคงคลังมาใช้ โดยปี 2568 มีการใช้เงินคงคลังไปกว่า 71,000 ล้านบาท และปี 2569 เพิ่มเป็นประมาณ 115,000 ล้านบาท
น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่าปัญหาดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศใช้งบประมาณจริงเท่าใด เพราะงบที่เสนอขอจากสภาไม่เพียงพอ แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายจริงกลับต้องนำเงินคงคลังมาใช้ และวนกลับมาตั้งงบชดใช้ในปีถัดไป
ส่วนโครงการใหม่ในงบประมาณปี 2570 น.ส. ศิริกัญญาระบุว่าพบประมาณ 300 โครงการ วงเงินเพียง 10,000 กว่าล้านบาท และตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายที่รัฐบาลหาเสียงไว้ เช่น อาสาพยาบาล 10,000 อัตรา เหลือเพียงหลักพัน โครงการศูนย์บำบัดยาเสพติดเปลี่ยนเป็นหลักสูตรบำบัด 9 วัน ใช้งบประมาณเกือบ 300 ล้านบาท และพลทหารอาสาที่เคยประกาศ 100,000 นาย เหลือดำเนินการ 25,000 นาย
น.ส. ศิริกัญญายังตั้งข้อสังเกตถึงโครงการใหม่ที่รัฐบาลนำเสนอ โดยระบุว่าในการอภิปรายของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีการกล่าวถึงโครงการต่าง ๆ ที่มีคำว่า “พลัส ๆ” ต่อท้ายจำนวนมาก เช่น ชุมชนพลัส เทรดพลัส และคนตัวน้อยพลัส แต่เมื่อไปตรวจสอบในเอกสารงบประมาณ กลับไม่พบโครงการที่มีชื่อดังกล่าวอยู่ในเล่มงบประมาณ
น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่าอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือรายละเอียดของโครงการใหม่และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลนำเสนอ เพราะจากการตรวจสอบพบว่าหลายส่วนยังมีลักษณะคล้ายกับโครงการเดิม และไม่ได้สะท้อนถึงโครงการใหม่ที่จะผลักดันประเทศไปข้างหน้า
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่กลายเป็นคำสำคัญในงบประมาณปี 2570 โดยพบว่างบโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,000 ล้านบาท จากเดิมไม่ถึง 1,000 ล้านบาท มีทั้งหมด 176 โครงการ แต่ยังไม่พบยุทธศาสตร์ด้าน AI ที่ชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นการจัดซื้อมากกว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
น.ส. ศิริกัญญายังกล่าวถึงงบกระจายอำนาจว่าแม้งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดลดลงจากกว่า 26,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยเรียกร้องมา แต่เมื่อดูงบท้องถิ่นจริง พบว่างบเพิ่มขึ้นเพียง 7,600 ล้านบาท และสัดส่วนต่อรายได้รัฐบาลยังอยู่ที่ 24.35% เท่าเดิม
น.ส. ศิริกัญญากล่าวถึงนโยบายที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ในคำแถลงนโยบายและช่วงหาเสียง โดยระบุว่าหลายโครงการไม่เป็นไปตามที่เคยนำเสนอไว้ เช่น นโยบายอาสาพยาบาลที่เคยประกาศว่าจะเพิ่ม 10,000 อัตรา แต่ในงบประมาณกลับเหลือเพียงหลักพัน ขณะที่โครงการศูนย์บำบัดยาเสพติดที่เคยระบุว่าจะจัดตั้ง เปลี่ยนเป็นการจัดทำโปรแกรมบำบัดแบบหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน ใช้งบประมาณเกือบ 300 ล้านบาท
รวมถึงนโยบายพลทหารอาสาที่เคยประกาศว่าจะรับ 100,000 นาย แต่เมื่อดูในเอกสารงบประมาณพบว่าดำเนินการจริงเพียง 25,000 นาย จึงตั้งคำถามว่าหากเป็นนโยบายที่ประกาศไว้แล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลจะจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณอย่างไร
น.ส. ศิริกัญญากล่าวถึงงบประกันสังคมว่าปีนี้มีการชำระหนี้ประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ยังชำระเพียง 1,400 ล้านบาท จากภาระที่เพิ่มขึ้น 4,200 ล้านบาท และยังค้างชำระอยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแผนการใช้หนี้เงินสมทบประกันสังคมที่ค้างอยู่













