POLITICS

ผู้เชี่ยวชาญ ชงทางออกปัญหาจราจร-ขนส่งสาธารณะ ต้องแก้โครงสร้างอำนาจการบริหาร

ผู้เชี่ยวชาญ ชงทางออกปัญหาจราจร-ขนส่งสาธารณะ ต้องแก้โครงสร้างอำนาจการบริหาร ย้ำ ปัญหาไม่จบที่มีรถเมล์-รถไฟฟ้าใหม่ แนะ ใช้เทคโนโลยีข้อมูลจราจรเรียลไทม์ พร้อมสร้างระบบนิเวศการเดินที่เข้าถึงขนส่งได้สะดวกและปลอดภัย

วันนี้ (27 เม.ย. 69) พรรคประชาธิปัตย์ จัดเสวนาครั้งที่ 2 หัวข้อ UNLOCK THE CITY ระบบอัจฉริยะ ขนส่งสาธารณะ และอนาคตเมืองภายใต้งานฟ้าใหม่ Forum…เวทีเสวนาทุกปัญหา กทม. ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ??? โดยมี ศ.ดร.เอกชัย สุมาลี รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

ศ.ดร.เอกชัย เสนอแนวคิดการเปลี่ยนผ่านกรุงเทพฯ สู่ Smart City ด้วยการใช้เทคโนโลยีและโมเดลการขนส่งสมัยใหม่ ซึ่งนิยามใหม่ของ Smart City กับการเดินทาง ไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่คือการนำ “เครื่องมือใหม่” มาตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของคนเมืองใน 3 มิติหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเดินทาง

ส่วนการจัดการระบบ Multi-Modal ด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันการเดินทางในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนสูง หนึ่งคนใช้พาหนะหลายประเภทต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง โจทย์คือการลดต้นทุนต่อหัว ทำอย่างไรให้ค่าเดินทางถูกลง รวมถึงทำอย่างไรให้ใช้เวลาบนท้องถนนน้อยที่สุด โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ต้องตอบได้ว่า “คนสะดวกขึ้นจริงไหม” และ “ประหยัดขึ้นเท่าไหร่”

เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ Internet of Things (IoT) จะเชื่อมโยงอุปกรณ์ทุกอย่างทำให้รู้สถานะการจราจรแบบ Real-time ส่วน AI ต้องใช้วิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล เพื่อจัดการระบบการจราจรที่ซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์จะควบคุมได้ทั้งหมด

กรุงเทพฯ จะมีประสิทธิภาพได้ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. Integrate Data บูรณาการข้อมูลและแชร์ให้ประชาชนรับทราบ 2. Decision Support System หากเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุไม่คาดฝัน ต้องมีระบบช่วยตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาจราจรทันที 3. Collaborative Infrastructure ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน (ทางด่วน รถไฟฟ้า ถนน) ต้องทำงานสอดประสานกัน

ด้าน ดร.สุเมธ กล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ รากเหง้าเกิดจากผังเมืองและการขยายตัวที่ไร้ทิศทาง โดยจุดเริ่มต้นของรถติดมาจากการที่เมืองขยายตัวอย่างไร้ระเบียบ ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยกระจายตัวออกไปไกล ส่งผลให้ความต้องการเดินทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่วนการสร้างทางด่วนใช้เงินหลักหมื่นล้านบาท แต่รถไฟฟ้าใช้หลักห้าหมื่นถึงแสนล้านบาท ปัจจุบันระบบรถไฟฟ้ายังขาดทุนเกือบหมด และรัฐมีงบจำกัด จึงต้องให้เอกชนลงทุน ทำให้ค่าโดยสารมีราคาสูงและระบบยังไม่ครอบคลุมพอ

สำหรับวิกฤตของรถเมล์ อดีตรถเมล์คือกระดูกสันหลังของคนกรุง แต่ปัจจุบันผู้ใช้ลดลงกว่า 30% เนื่องจากการบริหารที่ล้มเหลว เริ่มจากเอกชน 100% จนเกิดการแย่งผู้โดยสาร จากนั้นรัฐเข้ามารวมเป็น ขสมก. แล้วขาดทุน ต่อมากลับไปให้เอกชนร่วมเดินรถอีกครั้ง แม้จะมีการเริ่มปฏิรูปรถเมล์ตั้งแต่ปี 2559 แต่กลับติดหล่มที่โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน ทางเท้าไร้มาตรฐาน ระบบรถเมล์จะดีแค่ไหนก็ไร้ความหมาย อีกทั้งอำนาจการตัดสินใจไม่ได้มาจากคนกรุงเทพฯ เพราะอำนาจกระจายอยู่ตามหน่วยงานส่วนกลางหลายแห่งที่ไม่มีเป้าหมายร่วมกัน

ทางออกสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

1.Vision Alignment ต้องมีเป้าหมายเดียวกันในระยะไกล ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

2.Clear Accountability แบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจน

3.Connectivity Investment ขยายถนนต้องไม่มองแค่ “ทางรถ” แต่ต้องลงทุน “ทางเท้า” ให้เดินได้จริง

4.Market Restructuring จัดโครงสร้างการตลาดใหม่ ให้เอกชนพัฒนาบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Related Posts

Send this to a friend