POLITICS

รมว.แรงงาน เผย มีผู้ใช้สิทธิ โครงการ ‘ม33เรารักกัน’ กว่า 5 ล้านคน ก่อนลงพื้นที่ตลาดดินแดงเพื่อสำรวจปัญหา เตือนผู้ประกันตนอย่าหลงเชื่อขบวนการทุจริตแลกเงินสด

วันนี้ (24 มี.ค. 64) ที่ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงผลการดำเนินงานของโครงการ ‘ม33เรารักกัน’

ล่าสุด นายสุชาติ เปิดเผยว่าโครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อช่วยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลได้ให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระบบประกันสังคม ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการดังกล่าวจำนวน 4,000 บาท โดยตั้งแต่วันแรก (22 มี.ค. 64) ที่เริ่มโอนเงินให้ผู้ประกันตนเข้า G-Wallet ในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง 1,000 บาท จนถึงวันนี้ มีผู้ได้รับสิทธิ 5 ล้านกว่าคน เหลือเพียงบางส่วนที่ยังไม่ได้กดรับสิทธิ ในงวดแรก ซึ่งทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมมากกว่า 1,116,000 ร้านค้า

นายสุชาติ กล่าวถึงพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่าได้ฝากกำชับกับตนเองให้ตรวจสอบผู้ที่นำโครงการ ม33เรารักกัน มาใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ตรงตามเจตนารมณ์ เช่น กรณีการโพสต์ข้อความเอาเงินสดมาแลกใช้งานได้จริง เป็นต้น ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการร้องเรียนและตรวจสอบค้นหาความจริง หากเกิดพฤติกรรมดังกล่าวอีก จะแจ้งให้กระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทยเพื่อทำการอาญัติเงินต่อไป

ทั้งนี้ จะมีการให้เงินงวดต่อไปในวันที่ 29 มี.ค. 5 เม. ย. และ 12 เม. ย. จนครบ 4,000 บาท โดยผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังได้ถึงวันที่ 31 พ.ค. 64

หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นายสุชาติ พร้อมด้วยเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม ร่วมลงพื้นที่ไปยังตลาดดินแดง ถนนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง กรุงเทพฯ เพื่อติดตามการดำเนินงานของโครงการ ม33 เรารักกัน

รมว.แรงงาน กล่าวภายหลังลงพื้นที่ว่าต้องการมารับทราบปัญหาอุปสรรคจากพ่อค้า-แม่ค้า และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงผู้ประกันตนว่ามีการใช้จ่ายแอปพลิเคชันเป็นอย่างไร แต่ก็ได้กำชับให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง ข้อเท็จจริง หากมีเรื่องร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสว่าเข้าข่ายผิดเงื่อนไขโครงการ

นายสุชาติ ย้ำอีกว่า ขอฝากเตือนไปยังผู้ประกันตนร้านค้าว่า โปรดอย่าหลงเชื่อโฆษณาเชิญชวนที่ทำผิดเงื่อนไขโดยไม่มีการใช้จ่ายซื้อสินค้าหรือแลกเป็นเงินสดเพราะนอกจากจะถูกพ่อค้าหัวใสหักเปอร์เซ็นต์แล้ว ยังทำให้ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยและถือว่าเข้าข่ายทุจริตซึ่งอาจจะถูกตัดสิทธิและถูกดำเนินคดีอีกด้วย

Related Posts