‘เท้ง’ จ่อเข็นร่างแก้กฎหมายคุมปืน หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบเหตุกราดยิง
‘เท้ง’ จ่อเข็นร่างแก้กฎหมายคุมปืน หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบเหตุกราดยิง เหน็บ ‘อนุทิน’ สังคมเชื่อผลงานมากกว่าคำพูด ยัน นักการเมืองต้องไม่ได้รับสิทธิเหนือประชาชน จะสวมหมวกอะไรต้องเสมอภาคกัน
วันนี้ (14 ส.ค. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพฤติกรรมเลียนแบบเหตุกราดยิงในเด็กโรงเรียนต่าง ๆ ว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น ตนเองเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจว่าหลายโรงเรียนอาจได้รับข้อความขู่ ไม่ว่าจะเจตนาทำจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าได้รับข้อความในลักษณะข่มขู่แบบนี้ ก็อาจทำให้ผลกระทบในโรงเรียนได้ คงต้องเรียกร้องให้ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งดูแลสอดส่องความปลอดภัยในโรงเรียนให้เต็มที่อย่างถึงที่สุด
พรรคประชาชน เราก็มีการพูดคุยกันเรื่องร่างแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม รวมถึงนโยบายในการควบคุมอาวุธปืน อีกส่วนสำคัญนอกเหนือจากเรื่องกฎหมายคือการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าเราจะเพิ่มโทษให้รุนแรงมากขึ้นอย่างไร แต่สุดท้ายถ้ากระบวนการการบังคับใช้กฎหมายล้มเหลว ก็จะส่งผลกระทบอีกด้านหนึ่ง กฎหมายที่มีโทษสูงขึ้นก็อาจกลายเป็นเครื่องมือให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตเข้าไปเรียกรับผลประโยชน์ หรือใช้เป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์เข้าตัวเองด้วย
เมื่อถามว่าช่วงเปิดสมัยประชุมสภาฯ จะมีการยื่นร่างแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมอาวุธปืนเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกันภายในพรรคอยู่แล้ว เชื่อว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้เสนอเข้าสู่สภาฯ จะมีร่างหรือข้อเสนอของพรรคประชาชนประกบเข้ามาด้วยเช่นกัน
เมื่อถามว่ากลุ่มคนที่ถูกวิจารณ์คือนักการเมือง เพราะมีอัตราการครอบครองปืนสูง นักการเมืองควรมีปืนหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นักการเมืองก็ไม่ต่างจากประชาชนทั่วไป สุดท้ายไม่ว่าจะสวมหมวกอะไรหรือมีตำแหน่งอะไร ทุกคนต้องเสมอภาคกันทางกฎหมาย สุดท้ายก็อยู่ที่เรื่องการบังคับใช้กฎหมายด้วย
“เราเห็นภาพข่าวคนที่เป็นคนร้าย กลายเป็นว่าเป็นนักการเมืองใหญ่เข้าไปอยู่ในห้องเดียวกันกับตำรวจ ก็สามารถสูบบุหรี่ได้ ทำอะไรได้ ไม่ต้องสวมกุญแจมือ เป็นภาพที่ทำให้สังคมมองแล้ว รวมถึงตัวผมเอง มองว่าไม่ถูกต้อง กลายเป็นว่าคนที่เป็นนักการเมืองกับไม่ได้เป็นนักการเมือง พอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ได้รับการปฏิบัติกันคนละแบบ ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายให้ทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย”
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้โทรตำหนิผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตำรวจได้ชี้แจงแล้ว จะเรียกศรัทธาจากประชาชนได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สุดท้ายตำรวจต้องขึ้นตรงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นดูที่ผลลัพธ์มากกว่า เรื่องของการให้ข่าวมาแสดงว่าจะเอาจริง สุดท้ายประชาชนจะเชื่อถือมากที่สุดเรื่องการกระทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เรื่องการเรียกปืนคืนกลับมาสู่ระบบมีข้อเสนอดี ๆ หลายข้อ ขอย้ำว่าปัญหาที่สำคัญในปัจจุบันคืออาวุธปืนที่กระจายตัวอยู่ในสังคม ถ้าจะต้องมีการเรียกรับคืนให้เข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น สุดท้ายก็กลับมาเรื่องเดิมคือการบังคับใช้กฎหมาย













