‘กมลศักดิ์’ ไม่เชื่อ ร.อ. วิโรจน์ รับงานยิง เพราะปมสิทธิฯ มั่นใจมี ‘คนบงการ’
‘กมลศักดิ์’ ไม่เชื่อ ร.อ. วิโรจน์ รับงานยิง เพราะปมสิทธิฯ มั่นใจมี ‘คนบงการ’ ชี้ จากพฤติการณ์ สะท้อนเจตนาฆ่า ไม่ใช่แค่ทำร้าย เชื่อมีความพยายามตัดตอน ขอสู้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยสะท้อนความไม่ยุติธรรมชายแดนใต้
วันนี้ (23 เม.ย. 69) นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ The Reporters ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหามือปืนที่ลอบยิงตนเอง ว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่สามารถนำตัว ร.อ. วิโรจน์ เกตุมณี นำมาดำเนินคดีตามหมายจับได้ และเป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามว่า ร.อ. วิโรจน์ จะให้การอย่างไร ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิ์ แต่คำให้การที่ทางสื่อนำเสนอ เป็นเรื่องนอกสำนวน ซึ่งส่วนที่สำคัญคือการให้การกับพนักงานสอบสวน โดยพฤติการณ์ตั้งแต่ก่อเหตุถึงวันนี้ เชื่อว่าคนที่ปฏิบัติการ จะสาวถึงตัวผู้บงการหรือไม่
ส่วนคำให้การแรกในการสอบปากคำเบื้องต้น ที่ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนยิง มองว่าอย่างไร นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ผ่านมา 30 วันเราเอง และพรรคประชาชาติมีทีมติดตามคดี พยายามประสานงานพนักงานสอบสวน ก่อนหน้านี้ทราบว่าเป็นรถของ กอ.รมน. และติดตามคนที่ให้ยืมรถ โดยคำให้การของ ร.อ. วิโรจน์ ไม่ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์กับทางคนที่ให้ยืมรถเลย จึงรู้สึกว่าอาจมีการตัดตอน ไม่ให้ไปพาดพิงถึงบุคคลอื่น ให้จบแค่ที่นายสมพร
นายกมลศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่ เจ้าหน้าเปิดเผยว่า ร.อ. วิโรจน์ รับสารภาพว่ารับงานมายิง เนื่องจากไม่ชอบการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ว่า ตนเองยังไม่ปักใจเชื่อว่าสาเหตุมาจากการไม่พอใจตนเองที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ปักใจเชื่อ มันง่ายเกินไป และเรามีข้อมูลที่มันมีอะไรมากกว่านั้น แต่ยังไม่อยากเปิดเผยตอนนี้ ยังขัดแย้งกันหลายเรื่อง โดยเท่าที่ทราบ ร.อ. วิโรจน์ เคยเป็นเจ้านายของนายสมพร และนายสมพร เคยเป็นลูกน้อง ในทางทหารตนไม่อยากเชื่อ เพราะ ร.อ. วิโรจน์ น่าจะเป็นคนสั่ง อีกทั้ง ร.อ. วิโรจน์ ไม่เคยทำงานในพื้นที่ ดังนั้น การทำงานด้านสิทธิ จะไปกระทบกระเทือน ได้อย่างไร คนในพื้นที่ก็ไม่มีใครเชื่อ การให้ความเห็นชาวบ้านไม่ปักใจเชื่อ
“ผมไม่เชื่อว่า ร.อ. วิโรจน์ จะรับคำสั่งจากนายสมพร ในทางกลับกัน นายสมพร น่าจะฟัง ร.อ. วิโรจน์มากกว่า” นายกมลศักดิ์ ระบุ
นายกมลศักดิ์ ระบุอีกว่า 5 คน เป็นแค่ปฏิบัติงาน เราไม่เชื่อว่ารับงานกันเอง คนที่สั่งการต้องมีอีก อาจจะมีผู้ร่วมกระทำผิด เราพอมีข้อมูลแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ย้ำว่า ไม่ใช่แค่ตนเอง แต่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีใครเชื่อว่ามีแค่นี้ ซึ่งยังดีจับมาครบ 5 คน
เมื่อถามว่า ลักษณะคำให้การมีการเขียนบทมาหรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ที่มีการให้ข่าวกับสื่อ เมื่อคืนที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่มาส่งตัวให้การอีกอย่างหนึ่ง การให้การในเรื่องเดียวกันแต่ไม่เหมือนกัน ก็ขาดความน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การที่บอกว่าก่อนจะยิง ได้ลังเล จึงทำให้ตนเองไม่เสียชีวิตนั้น ตนเองก็ศึกษาเหมือนกันทำไมเขายิงไปตรงนั้น เราถามคนที่มีความรู้ด้านนี้การยิงในลักษณะที่เป้าไม่นิ่ง คนขับรถกับคนยิงต้องเข้าขากัน นายอลาวี ใจต้องถึง ซึ่งตนไม่เชื่อว่าเกิดจากความลังเล แต่เกิดจากความผิดพลาด หมายถึงชีวิต ลักษณะการยิง อาวุธปืนที่ใช้ วิถีกระสุน ไม่ได้มีเจตนาแค่ทำร้าย
ส่วนจะเบี่ยงเบนประเด็นกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นการเจตนาฆ่าใช่หรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า คนที่เคยว่าความคดีพอจะมองออกว่าเป็นการให้การเพื่อวางรูปคดี เพื่อสู้คดีแบบไหน และเชื่อว่าเป็นเจตนาฆ่า มุ่งหมายเอาชีวิต ไม่ใช่เฉพาะวันก่อเหตุ แต่พฤติการณ์ก่อนหน้า ในการตามล่าตนเองมาหลายครั้ง และไม่จำเป็นต้องตามตัวถึงหาดใหญ่ วางแผนเป็นระบบ ถ้าเพียงแค่ต้องการทำร้ายมีวิธีอื่นที่ข่มขู่ ไม่ใช้อาวุธขนาดนี้ มีวิธีอื่นอีกเยอะแยะ เจตนาฆ่า ต้องอาศัยพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุด้วย มีการตามล่ามาไม่กี่รอบแล้ว เท่าที่ทราบจะข่มขู่ หรือไม่เจตนา แต่จะต้องไปซ้อมยิงปืนด้วยหรือ ดังนั้น ถือว่าเป็นการส่อเจตนาว่าทำร้าย หรือต้องการฆ่า ไม่ใช่แค่คนยิงมาเล่า แล้วเชื่อตามนั้น และตนเองได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความติดตามให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนไว้แล้ว และพยายามนำข้อมูลมาหารือกัน เพื่อให้เข้าองค์ประกอบความผิดหลายอย่าง
ส่วนหากคำให้การของ ร.อ. วิโรจน์ เป็นจริง จะสะท้อนถึงการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่หรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวอีกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ พื้นที่มีคนทำงานสิทธิมนุษยชนเยอะ ไม่ใช่ตนเองคนเดียว ทำไมถึงไม่ชอบตนเอง หรือมีคนอื่นต่อไป อย่างไรมันทำให้มองให้เห็นว่าทุกคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ต้องการให้พื้นที่ขัดแย้ง ประเด็นการละเมิดสิทธิ คือเงื่อนไขหนึ่งของปัญหาสามจังหวัด เราพยายามไปลดเงื่อนไข ไม่อยากให้เป็นเงื่อนไขในพื้นที่อยากให้พื้นที่นี้สงบ จึงให้ทำงานสิทธิปกป้องพี่น้อง ไม่อยากให้หันหลังกับกระบวนการยุติธรรม เป็นจุดยืนที่เราทำ แต่หากเป็นไปตามที่ ร.อ. วิโรจน์ ให้การจริง เจ้าตัวกลับไม่เข้าใจในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอยู่ ซึ่งน่าเป็นห่วง สะท้อนถึงแนวคิดของการทำงานในพื้นที่
เมื่อถามว่าหากสุดท้ายแล้วไม่สามารถหาตัวผู้บงการได้ และผู้ต้องหาจบอยู่ที่ 5 คนนี้จะเป็นอย่างไร นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้เรื่องตนเองเป็นประวัติศาสตร์ย้อนรอยกับเรื่องที่สังคมต้องการคำตอบ อยากให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการยุติธรรม ตรงไปตรงมา ไม่อยากให้การทำคดีของคนที่นี่เป็นสองมาตรฐาน ทำไมคดีอีกลักษณะหนึ่ง การสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทำได้ แต่บางเรื่องของตนเองทำไมถึงทำยากจัง โดยเฉพาะประเด็นที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของการทำผิด ในการใช้โทรศัพท์ และยังไม่มีอะไรที่ชี้แจงตนเองในฐานะผู้เสียหาย ยังไม่มีอะไรคืบหน้า












